Cultural Exchange x SAFETist farm

พาต่างชาติเที่ยวฟาร์ม สัมผัสวิถีชีวิตไทย สไตล์รักษ์โลกอย่างยั่งยืน

เซฟติสท์ฟาร์ม (SAFETist farm) เป็นแหล่งเรียนรู้นิเวศวิถีริมคลองบางมด กรุงเทพมหานคร นอกจากเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่และเครือข่ายทั่วประเทศแล้ว ฟาร์มแห่งนี้ยังเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว นักศึกษาแลกเปลี่ยน และเครือข่ายจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ ให้ได้เข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติแบบใกล้ชิด สัมผัสการใช้ชีวิตแบบไทยๆ เข้าใจวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนริมคลอง และยังสอดแทรกกิจกรรมรักษ์โลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันอีกด้วย

เปิดประสบการณ์ สัมผัสความเป็นไทยแท้
เริ่มต้นด้วยการพาชมฟาร์ม พร้อมบอกเล่าแนวคิดและอุดมการณ์ที่มาของการก่อตั้งฟาร์ม นักท่องเที่ยวไม่ว่าจากฝั่งยุโรปหรือเอเชียต่างตื่นเต้นมากเมื่อได้ลองชิมสมุนไพรไทย เช่น โหระพา กะเพรา ซึ่งเป็นส่วนผสมในเมนูโปรดของชาวญี่ปุ่นอย่างผัดกะเพรา ใบหูเสือ มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นออริกาโนเมืองไทย ชบาเมเปิล เปรี้ยวนิดๆ ชนิดที่หลายคนติดใจ ชิมแล้วชิมอีก แล้วยังส่งต่อให้เพื่อนอีกด้วย ตะลิงปลิง ผลไม้วัดใจว่า ใครชิมแล้วจะรักษาสีหน้าเก็บอาการเปรี้ยวจี๊ดได้มากกว่ากัน ลูกหม่อน ที่ต้องพาเอื้อมมือไปเด็ดจากต้นเพราะเป็นไม้เลื้อยอยู่บนไม้ระแนง มีทั้งลูกสีแดงอ่อน แดงเข้ม ไล่ไปจนถึงสีม่วง เพราะแต่ละสีให้รสชาติที่แตกต่างกัน ความสนุกคือการที่แต่ละคนกล้าลองชิมพืชผักต่างๆ โดยเฉพาะพริกขี้หนูของไทย ต้องบอกว่าซี๊ดดดไปจนถึงประเทศตัวเองเลยทีเดียว พืชทุกชนิดล้วนเด็ดแล้วชิมได้ทันทีเพราะเซฟติสท์ฟาร์มปลูกแบบอินทรีย์ ต่างชาติเรียนรู้รสชาติธรรมชาติที่แท้จริงได้อย่างสบายใจ ไร้สารเคมี 100%

ยังไม่จบเรื่องสัมผัสด้านการรับรส เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงแต่ละวัฒนธรรม แต่ละชาติได้ดีที่สุด เพราะทำให้เราทลายกำแพงเรื่องภาษาสื่อสาร แล้วมาคุยภาษาเดียวกันนั่นคือ ความอร่อย แน่นอนว่าหนึ่งในผลไม้ที่ดังระดับโลกของไทยก็คือ มะพร้าว และที่บางมดแห่งนี้ก็เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวคุณภาพดี หวาน และมีความซ่านิดๆ เพราะปลูกในพื้นที่น้ำกร่อย เป็นของดีของเด่นในชุมชน พร้อมกับช่วยลดการเดินทางของวัตถุดิบ เซฟติสท์ฟาร์มไม่พลาดจัดของหวานจากมะพร้าว อย่างขนมครก วาฟเฟิลมะพร้าวอ่อน บัวลอยมะพร้าวอ่อน

เนื่องจากฟาร์มทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่บางมด เราจึงได้พบเจ้าของสูตรขนมหวานและยังเป็นเจ้าของสวนมะพร้าวอีกด้วย ป้าดา (สุดา แก้วสันติชัย) นอกจากจะได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมะพร้าว ลิ้มลองน้ำมะพร้าวสดๆ จากต้นแล้ว ป้าดายังสอนทำขนมสูตรแบบฉบับดั้งเดิมให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตรง ไม่ใช่แค่ชิมเพียงอย่างเดียว

วาฟเฟิลมะพร้าวอ่อน ขนมครก ได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เทแป้ง ใส่ส่วนผสมต่างๆ และวัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้คือ มะพร้าว ทั้งน้ำและเนื้อใช้ปริมาณแตกต่างกันไปตามแต่ละเมนู นอกจากนี้ยังตกแต่งหน้าขนมจากดอกไม้กินได้อย่างพวงชมพู ชบาเมเปิล และอีกหลายชนิดที่ใครอยากทดลองใบอะไรก็นำมาใส่ได้เลย ส่วน บัวลอยมะพร้าวอ่อน เมนูนี้จะได้ลองทั้งขูดมะพร้าว ปั้นแป้งบัวลอย จนถึงขั้นตอนต้ม และวิธีดูบัวลอยว่าถ้าสุกแล้วจะเป็นอย่างไร นั่นคือลูกบัวลอยที่ลอยขึ้นมาคือลูกที่สุกแล้ว

ส่วนเครื่องดื่มที่ชูเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่ใครมาเที่ยวบ้านเราต้องลองสักครั้ง นั่นคือ ชาไทย เมนูโปรดระดับโลกของใครหลายคน และเช่นเคยทุกคนจะได้ “ชงชาไทยในแบบฉบับของตัวเอง” เรียนรู้เคล็ดลับการชงชาไทยแบบง่ายๆ แต่รสชาติถูกใจ จะให้เข้มมากหรือหวานน้อยก็ได้ การได้ลงมือทำเองช่วยสร้างประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าทั้งสนุก อร่อย รับรองว่าแก้วไหนๆ ก็ภูมิใจจนอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้ ทุกคนบอกกับเราว่าจะซื้อชาไทยกลับไปบ้านตัวเองและชงดื่มเอง มากกว่านั้นบางคนยังวางแผนจะทำขายที่มหาวิทยาลัยด้วยนะ

ไม่ใช่ว่าที่นี่จะมีเรื่องของกินเท่านั้น แต่มีกิจกรรมธรรมชาติให้ได้เรียนรู้แบบเข้าถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาของไทยที่สืบทอดกันมาอีกหลายกิจกรรม

ลองเป็นชาวประมงพื้นบ้าน สัมผัสวิถีชีวิตคนคลองบางมดผ่านกิจกรรมตกปลาแบบดั้งเดิมคือ การยกยอ ทั้งยอขนาดเล็กในบ่อและยอขนาดใหญ่ริมคลอง การยกยอนอกจากต้องอาศัยการรอคอยและดูกระแสน้ำแล้ว ยังต้องดูจังหวะของปลา และอาศัยความเร็วในการยกด้วย กล้ามแขนใครแข็งแกร่งมากน้อยวัดได้ที่การยกยอเลย

การตกปลาแบบคลาสสิกก็เป็นที่ถูกใจของนักศึกษาต่างชาติเช่นกัน การตกปลาด้วยเบ็ดจากไม้ไผ่ ถือเป็นกิจกรรมฝึกสมาธิและการจดจ่อยอดฮิต ซึ่งหลายคนตกปลาเก่งมาก ตกได้หลายตัว นอกจากเป็นประสบการณ์ตกปลาครั้งแรกของใครหลายคนแล้ว บางคนเพิ่งเคยได้จับไส้เดือนครั้งแรกอีกด้วย พร้อมทำความเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพของสายน้ำซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด เรียนรู้เรื่องชนิดของปลาพื้นถิ่นที่ตกได้ บางตัวตกได้แล้วปล่อยคืน บางตัวตกได้แล้วนำมาทำเป็นอาหาร แต่บางตัวตกได้แล้วต้องกำจัดเท่านั้น นั่นคือ ปลาหมอคางดำ ที่เป็นสัตว์น้ำรุกราน เป็นปัญหาในพื้นที่บางมด บางขุนเทียน และพื้นที่แหล่งน้ำใกล้เคียง

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม DIY โดยใช้พืชเฉพาะถิ่นอย่าง หงอนไก่ทะเล ทุกคนได้รู้จักลูกหงอนไก่ทะเลเป็นครั้งแรก รูปทรงของผลเหมือนหงอนของไก่ ประกอบกับเป็นต้นไม้ที่เติบโตตามป่าชายเลนพื้นที่ติดทะเลเท่านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อ หรือหนึ่งในชื่อภาษาอังกฤษของต้นนี้ก็ตั้งมาจากลักษณะของผลและถิ่นที่อยู่เช่นกันซึ่งเป็นทรงของดอกทิวลิป นั่นคือ Tulip Mangrove โดยนำมาร้อยเชือกเข้ากับเป็นพวงกุญแจ ตามด้วยลูกปัด สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานชิ้นเดียวในโลก

มาถึงกิจกรรมที่สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบไทยๆ ที่คนไทยหลายช่วงวัยต่างพกเจ้าสิ่งนี้ติดกระเป๋า นั่นคือ ยาดมสมุนไพร นั่นเอง เริ่มแรกแต่ละคนจะได้ดมส่วนผสมสมุนไพรชนิดต่างๆ เช่น กานพลู พริกไทยดำ อบเชยเทศ ผิวมะกรูด เมื่อดมแล้วตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบสมุนไพรตัวไหนแล้ว ก็นำชนิดที่เลือกไว้มาผสมกับสารให้ความเย็นอย่างเมนทอลและอื่นๆ ระหว่างที่ผลัดกันดมหรือตัดสินใจเลือกสมุนไพร บางคนก็เปลี่ยนมาระบายสีกระปุกยาดมของตัวเอง บางคนวาดรูปตามประสบการณ์ที่เจอในฟาร์ม ทั้งรูปปลา ผีเสื้อ ผักในฟาร์ม หรือลวดลายตามชอบแบบฉบับของตัวเอง จากนั้นก็นำสมุนไพรที่คลุกรวมกันแล้วมาใส่ในกระปุก ดมให้ชื่นใจ มาถึงประเทศไทยแล้วจริงๆ

กิจกรรมส่งท้ายแต่ยังคงเชื่อมโยงธรรมชาติไว้เช่นเคย โปสการ์ดจากสีธรรมชาติ ปล่อยใจไปกับศิลปะร้อยเรียงเรื่องราว ถ่ายทอดความรู้สึกและความทรงจำดีๆ ผ่านดอกไม้และใบไม้ซึ่งนำมาทุบลงบนโปสต์การ์ด ให้สีสันอ่อนละมุน เป็นไอเดียเก๋ๆ ที่ทำให้ได้ของที่ระลึกชิ้นเดียวในโลกและเข้าใจคุณค่าของธรรมชาติรอบตัว ทางเซฟติสท์ฟาร์มตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญที่น่ารักและอาสาส่งไปรษณีย์จากไทยไปยังประเทศของแต่ละคน

มาเที่ยวแบบจัดเต็ม แต่กลับใส่ใจโลกไปแบบไม่รู้ตัว
เพราะเซฟติสท์ฟาร์มเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน จึงเชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิต เรียนรู้ให้อยู่ร่วมกันแบบลดมลภาวะให้มากที่สุด ดังนั้น ทุกคนที่ได้ทำกิจกรรมของที่นี่จึงได้ทั้งเรียนรู้ ได้สนุกไปพร้อมๆ กับการดูแลโลกใบนี้ไปแบบไม่รู้ตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก

เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ ที่นี่ชวนให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้วิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า เช่น แนะนำให้เก็บใบไม้ดอกไม้แต่พอดี การให้ความรู้ว่าปลาชนิดใดตกได้แล้วควรปล่อยเพื่อการอนุรักษ์ ตัวไหนควรนำมากินเพื่อรักษาระบบนิเวศ

คอนเซปต์ “ตักกินแต่พอดี ไม่มี Food Waste”
ทางฟาร์มเน้นย้ำให้แต่ละคนตักอาหารในปริมาณที่ตนเองรับประทานหมด เพื่อลดปริมาณของเหลือให้น้อยที่สุด และแยกเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป แล้วนำเศษอาหารไปชั่งเพื่อวัดปริมาณคาร์บอน ปิดท้ายด้วยการนำเศษอาหารไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อปลูกผักหมุนเวียน นอกจากนี้เมนูอาหารส่วนใหญ่ยังใช้วัตถุดิบในฟาร์มและในท้องถิ่นเพื่อลดการเดินทางของวัตถุดิบ เรียกได้ว่าเป็นการกินอาหารแบบคาร์บอนต่ำสุดๆ

ชวนลดขยะ ลดคาร์บอน
ที่นี่มุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงมีการแยกขยะแบบที่จัดการได้จริง แยกได้ง่ายๆ เพราะทุกถังมีรูปตัวอย่างขยะแต่ละชนิดติดไว้ชัดเจน โดยมีถังขยะ 10 ใบ แบ่งหลักๆ ตามการจัดการได้ดังนี้

  • นำไปเพิ่มมูลค่า (upcycling) เช่น กล่องนม ถุงขนมหรือที่เรียกว่าถุงวิบวับ
  • นำไปรีไซเคิล เช่น ขวดพลาสติก PET HDPE กระป๋องจากอลูมิเนียมและเหล็ก ขวดแก้ว กล่องพัสดุ กล่องกระดาษ หนังสือเก่า
  • นำไปฝังกลบหรือเผา เช่น ถุงแกง ถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียว

ส่วนขยะอันตรายทางฟาร์มประสานงานจัดส่งให้สำนักงานเขตโดยตรงเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกวิธีและปลอดภัยมากที่สุด

สำหรับนักเรียนนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติที่ทางเซฟติสท์ฟาร์มเคยจัดกิจกรรมต้อนรับนั้น มีทั้งมาจากสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยฝั่งเอเชียและยุโรป เช่น ESIEA (Graduate School of Engineering) ประเทศฝรั่งเศส Kanazawa University, Chiba University, Tokyo Agriculture and Technology university และ Toyo University จากประเทศญี่ปุ่น และ Ngee Ann Polytechnic จากประเทศสิงคโปร์

ใครที่กำลังมองหาพื้นที่แลกเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบไทย เซฟติสท์ฟาร์มตอบโจทย์ทุกด้าน เพราะชาวต่างชาติทุกคนที่มาเที่ยวล้วนได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครสไตล์ไทยแลนด์ ผ่านการทำกิจกรรมแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกไปด้วยกัน

เซฟติสท์ฟาร์ม (SAFETist Farm)

เซฟติสท์ฟาร์ม (SAFETist Farm)

เรียนรู้ชีวิตเกษตรกรริมคลอง, ยกยอ-ตกปลา, เวิร์กช็อปปลูกผักและทำปุ๋ยชีวภาพ
ที่ตั้ง 24/7 ซอยประชาอุทิศ 76 แยก 9 เขตทุ่งครุ แขวงทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

เจ้าของเรื่อง
เซฟติสท์ฟาร์ม

ผู้เขียน
นันทนา พวงนาค, อรอุมา สาดีน

บรรณาธิการ
นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์

ภาพ
เซฟติสท์ฟาร์ม

© 2025 Green Blue Rest Bangkok | ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน