เมนูพืชลักจืดลักเค็ม เปิดครัวครูแหม่ม เมนูพืชถิ่นน้ำลักจืดลักเค็ม กินอร่อยแถมโตง่ายแบบไม่ต้องคอยดูแล เนื่องจากพื้นที่ในเขตบางมดและบางขุนเทียนอยู่ติดทะเล ทำให้มีช่วงที่น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาเจอกับน้ำจืดจากแม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำบนฝั่ง บริเวณที่ทั้งน้ำจืดกับน้ำเค็มมาผสมกัน ชาวบ้านมักเรียกว่า น้ำลักจืดลักเค็มหรือน้ำสองใจ แต่หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า น้ำกร่อย มากกว่า เพราะเป็นดินแดนสุดพิเศษจึงมีพืชเฉพาะถิ่นสุดมหัศจรรย์หลายชนิดที่ทั้งกินได้และรสชาติดี มีสรรพคุณทางอาหารและยา ที่สำคัญคือ ทนสภาพน้ำเค็ม น้ำกร่อย โตไวตามธรรมชาติที่ดีไม่ถูกรุกราน ขยายพันธุ์ง่ายแบบไม่ต้องดูแลมาก เช่น ชะคราม โกงกาง ขลู่ เบญจมาศน้ำเค็ม พังกาหัวสุม ผักเบี้ยทะเล ลำแพน แม้ปัจจุบันพืชท้องถิ่นเหล่านี้ถูกลืมไปหรือไม่นิยมนำมารับประทานแล้ว เนื่องจากมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ครูแหม่ม อรัญญา ฤกษ์งาม ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำประกอบอาหารจากพืชป่าชายเลนไว้ พร้อมเปิดครัวครูแหม่มให้ดูว่าต้องเลือกและจัดการอย่างไรถึงจะดึงความสดอร่อยของพืชแต่ละชนิดออกมาได้ พร้อมเคล็ดลับความอร่อยที่ใครลองชิมแล้วก็ต้องติดใจ และนำไป
ศิลปะบนกำแพงแบบโลว์คาร์บอน ริมคลองบางมด
ศิลปะบนกำแพงแบบโลว์คาร์บอน ริมคลองบางมด “งานศิลปะที่เป็นมากกว่าศิลปะ” กำแพงศิลปะเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวคลองบางมดมาตั้งแต่ยุคแรกของการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว ปั่นจักรยาน กระตุ้นเศรษฐกิจริมคลอง ประมาณ พ.ศ. 2558 และครั้งนี้พ.ศ. 2568 ครบรอบ 10 ปีที่พิเศษกว่าเดิมคือเป็น “ศิลปะบนกำแพงแบบโลว์คาร์บอน ริมคลองบางมด” (Low-carbon wall art at Bang Mot canal) แม้มองภายนอกภาพศิลปะบนกำแพงที่เราเห็นนั้นเหมือนงานศิลปะวาดรูปบนกำแพงทั่วไป แต่ที่พิเศษคือ ศิลปะกำแพงชิ้นนี้ได้ซ่อนแนวคิด วิธีการทำงาน และการสร้างงานศิลปะที่ปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุดไว้ในทุกขั้นตอนของการทำงาน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการให้คุณค่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ชาวคลองบางมดอยากจะยึดถือไว้ กำแพงศิลปะที่ชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพฯ เมืองยืดหยุ่นยั่งยืนในพื้นที่คลองบางมดสังคมเกษตรเมืองริมน้ำ ในเขตทุ่งครุและบางขุนเทียน” หัวหน้าโครงการโดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี (อาจารย์จี๋) รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับหัวหน้าศิลปิน อาจารย์นิ
น้ำแข็งไสป่าชายเลน ของหวานมิติใหม่ ได้ทั้งประโยชน์จากพืชน้ำเค็มและสะท้อนคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม
น้ำแข็งไสป่าชายเลน ของหวานมิติใหม่ ได้ทั้งประโยชน์จากพืชน้ำเค็มและสะท้อนคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม ใครว่าอยู่ใกล้ทะเลแล้วจะมีอาหารการกินเฉพาะเมนูคาว เพราะอาจจะคุ้นเคยว่าพืชจากป่าชายเลนส่วนใหญ่มีรสเค็ม ฝาด และมียาง จึงเหมาะนำมาเป็นวัตถุดิบอาหารคาวอย่างเดียว เช่น ยำชะคราม แกงส้มกุ้งชะคราม หรือของหวานที่รู้จักกันดี เช่น ขนมจากหรือน้ำลูกจากเท่านั้น แต่พื้นที่ย่านบางมด ในเขตทุ่งครุและเขตบางขุนเทียนยังมีพืชน้ำเค็มน้ำกร่อยอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ มีรสชาติที่เราไม่คุ้นเคย เปิดผัสสะมิติใหม่ นำมาปรุงเป็นเมนูของหวานได้ นั่นคือ “น้ำแข็งไสป่าชายเลน” ประกอบด้วยบัวลอยชะคราม วุ้นชาใบขลู่ พังกาหัวสุมดอกแดงเชื่อม ลูกจากเชื่อม และลำแพนไซรัป นอกจากรสชาติและสัมผัสที่หลากหลายแล้ว เมนูนี้ยังสะท้อนคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ยิ่งรู้จัก ยิ่งกินอร่อย ก่อนที่จะไปลิ้มลองน้ำแข็งไสป่าชายเลนของจริง เราอยากพาไปทำความรู้จักก่อนว่าแต่ละส่วนประกอบให้รสชาติและเนื้อสัมผัสอย่างไร พร้อมวิธีทำคร่าวๆ เพราะพืชป่าชายเลนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ต้องผ่านขั้นตอนพิเศษจึงนำมารับประทานได้ ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบ 2 
พายเรือไปกินเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำที่ บ้านสวนป้าดา – สวน(สุด)สนุกริมคลองรางด้วน
พายเรือไปกินเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ที่บ้านสวนป้าดา – สวน(สุด)สนุกริมคลองรางด้วน “อยากไปเที่ยวบ้านสวนป้าดาต้องพายเรือไป” แม้บ้านสวนป้าดาจะอยู่ในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แต่ถ้าอยากไปเที่ยวเราต้องพายเรือไป เพราะบ้านติดคลองแต่ไม่ติดถนน คงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้คือ คลองคือหน้าบ้าน และยังมีบ้าน ละแวกนี้อีกหลายหลังที่ยังคงผูกพันกับสายน้ำ ใช้ชีวิตติดคลองตั้งแต่เด็กจนถึงวัยเกษียณ เริ่มต้นทริปก็เดินทางด้วยวิธีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำแบบสุดๆ แล้ว ยังมีกิจกรรรมกรีนๆ อีกมากมายให้เราได้ลองทำ เป็นสวน(สุด)สนุก ทั้งกินมะพร้าวจากต้น ดูนก ยกยอ กินข้าวเมนูบ้านสวน เราเริ่มต้นลงเรือที่ท่าเรือหน้าเซฟติสท์ฟาร์มเพราะสะดวกและได้สัมผัสธรรมชาติริมสองฝั่งคลองแบบใกล้ชิด จุดแรกที่ผ่านเป็นรอยต่อ 3 อำเภอ 2 จังหวัดคือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เขตทุ่งครุและเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จากนั้นเลี้ยวขวาไปบ้านสวนป้าดา ตลอดเส้นทางประมาณ 400 เมตร จะได้ชื่นชมความเขียวขจี ฟังเสียงนกร้อง และเห็นนกหลากหลายชนิดระหว่างการเดินทาง ถ้ามาบ้านสวนป้าดาช่วงหน้าร้อน สังเกตง่ายๆ เราจะเห็นดอกคูนสายรุ้ง (รัตนพฤกษ์) สีเหลืองอ่อน
จากคุณแม่สู่การสร้างเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างคลองบางมดสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ
จากคุณแม่สู่การสร้างเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างคลองบางมดสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ หากคุณเดินทางมาที่คลองบางมดในวันนี้ คุณอาจพบผู้หญิงคนหนึ่งที่พรั่งพร้อมด้วยรอยยิ้มและความมุ่งมั่น ครูมีนา – ยุวดี เรืองพานิช ผู้จุดประกายให้ตลาดมดตะนอย คลองบางมด กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากคลองที่เงียบเหงาสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสัน เริ่มต้นจากความรักในศิลปะและถิ่นฐาน ครูมีนาเกิดและเติบโตที่คลองบางมด เคยเห็นยุคทองของสวนส้มบางมดในอดีต และเห็นความเปลี่ยนแปลง คนในชุมชนอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยพูดคุยกัน หน้าบ้านที่เคยมีเรือวิ่งกลับเงียบไป กลายเป็นหลังบ้านเพราะมีถนนเข้ามาแทน ครูมีนารู้สึกว่าแม้คลองจะสวย แต่คนไม่ค่อยเดินริมคลอง เพราะตอนกลางคืนนั้นมืดและอันตราย เธอจบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์ (Information Science and Library Science) มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงเอาความรู้ด้านไอทีมาใช้ในการทำงาน ประกอบกับหัวใจที่รักในงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ จึงเริ่มต้นจากการงานสกรีนของขวัญขายทางออนไลน์ ทำเว็บไซต์ของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ทำงานอยู่ที
น้าโบ๋ ผู้พัฒนาเรือหางยาวโดยสารไฟฟ้าคลองบางมด ต้นแบบแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร
น้าโบ๋ ผู้พัฒนาเรือหางยาวโดยสารไฟฟ้าคลองบางมด ต้นแบบแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร สนธยา เสมทัพพระ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า น้าโบ๋ ผู้บุกเบิกเปลี่ยนเรือหางยาวจากเครื่องยนต์สันดาปสู่เรือไฟฟ้าแห่งแรกของคลองบางมด ใครจะรู้ว่าน้าโบ๋และเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อน พัฒนาพื้นที่บางมดมานานหลายสิบปีนี้ เพิ่งย้ายมาอาศัยที่บ้านริมคลองเมื่อปี พ.ศ. 2565 นี่เอง แต่การย้ายบ้านครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้ถูกพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะเรือที่อยู่คู่วิถีคนคลองมาอย่างยาวนาน “เราชอบเรือมาตั้งแต่วัยรุ่น ชอบเดินทางด้วยเรือ” น้าโบ๋เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของตนเองกับเรือ เริ่มชื่นชอบเรือตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี (ย้อนไปกว่า 30 ปีที่แล้ว) แม้ว่าบ้านจะไม่ได้อยู่ติดคลอง แต่เพราะใจรักในการเดินทางด้วยเรือ จึงเริ่มขับเรือเพื่อกิจกรรมสันทนาการกับเพื่อนๆ ขับเรือจากบางหว้าแล่นออกทะเลอ่าวไทยบ้าง ไปดอนหวายบ้าง คลองดำเนินสะดวกบ้าง ไปจนถึงอัมพวา เนื่องจากความสนใจและความหลงใหลในเรือมาตลอด ทำให้น้าโบ๋ทยอยซื้อเรือมาเรื่อยๆ ซื้อเก็บบ้าง ขายต่อบ้าง จนถึงขั้นเปิดให้เช่าเรือคายักเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 แต่เพรา