สนธยา เสมทัพพระ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า น้าโบ๋ ผู้บุกเบิกเปลี่ยนเรือหางยาวจากเครื่องยนต์สันดาปสู่เรือไฟฟ้าแห่งแรกของคลองบางมด ใครจะรู้ว่าน้าโบ๋และเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อน พัฒนาพื้นที่บางมดมานานหลายสิบปีนี้ เพิ่งย้ายมาอาศัยที่บ้านริมคลองเมื่อปี พ.ศ. 2565 นี่เอง แต่การย้ายบ้านครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้ถูกพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะเรือที่อยู่คู่วิถีคนคลองมาอย่างยาวนาน
น้าโบ๋เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของตนเองกับเรือ เริ่มชื่นชอบเรือตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี (ย้อนไปกว่า 30 ปีที่แล้ว) แม้ว่าบ้านจะไม่ได้อยู่ติดคลอง แต่เพราะใจรักในการเดินทางด้วยเรือ จึงเริ่มขับเรือเพื่อกิจกรรมสันทนาการกับเพื่อนๆ ขับเรือจากบางหว้าแล่นออกทะเลอ่าวไทยบ้าง ไปดอนหวายบ้าง คลองดำเนินสะดวกบ้าง ไปจนถึงอัมพวา
เนื่องจากความสนใจและความหลงใหลในเรือมาตลอด ทำให้น้าโบ๋ทยอยซื้อเรือมาเรื่อยๆ ซื้อเก็บบ้าง ขายต่อบ้าง จนถึงขั้นเปิดให้เช่าเรือคายักเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 แต่เพราะธุรกิจนี้ “มาเร็วไปหน่อย” จึงได้รับผลตอบรับน้อย ทว่าน้าโบ๋ยังคงเก็บความฝันนี้ไว้ในใจ และทำความฝันนั้นได้สำเร็จในปัจจุบัน ได้เปิดกิจการเช่าเรือคายักและเรือหางยาวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติและความบริสุทธิ์ในพื้นที่สีเขียว ธุรกิจนี้จึงได้รับการตอบรับอย่างดี จนเป็นที่รู้จักในย่านคลองบางมด มีอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ทั้งชาวไทยและต่างชาติ แวะมาทำคอนเทนต์อยู่เป็นประจำ
แม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาสร้างบ้านริมคลองเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่น้าโบ๋ก็ใช้ชีวิตแถวเขตบางขุนเทียน และร่วมพัฒนางานริมคลองบางมดมาตั้งแต่พ.ศ. 2558 กับกลุ่ม 3C Project ซึ่งมาจาก Cycling (จักรยาน) Canal (คลอง) และ Community (ชุมชน) ที่คนรักคลอง รักชุมชน เมือง และรักจักรยาน มารวมตัวกันเพื่อพัฒนาชุมชนให้มีชีวิตและสุขภาพที่ดี ตามที่เราเห็นงานพัฒนาริมคลองในทุกวันนี้ เช่น กำแพงศิลปะที่เปลี่ยนจากพื้นที่รกร้างเป็นกำแพงงานศิลป์ ผลักดันให้ภาครัฐช่วยทำทางเดินริมคลองให้เชื่อมต่อกันในจุดที่ทางขาด เพื่อให้ชาวบ้านใช้งานได้ประโยชน์สูงสุด เป็นแนวทางการพัฒนาเมืองที่ใช้เส้นทางจักรยานในการเชื่อมต่อชุมชน การท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนการเปลี่ยนเรือหางยาวเป็นระบบไฟฟ้าเพราะเห็นคุณค่าว่า เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราจึงต้องดูแลซึ่งกันและกัน
ในช่วงแรกที่การพัฒนาเรือไฟฟ้ายังเป็นเรื่องยากเนื่องจากยังไม่มีใครทำมาก่อนในประเทศไทย ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก น้าโบ๋จึงได้แต่รอจังหวะที่ราคาเหมาะสม และพยายามศึกษาข้อมูลด้านนี้ด้วยตัวเองอยู่ตลอด จนกระทั่งถึงช่วงที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและมีราคาถูกลง ก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง ตอนต้นได้รับความช่วยเหลือจาก คุณซัน – ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ จากเรือไฟฟ้าสุขสำราญที่ให้ยืมเครื่องเรือหางยาวไฟฟ้าขนาดเล็กมาทดสอบ และได้ไปศึกษาเรือโดยสารไฟฟ้าจากคุณบาส จรัสวิทย์ ณ บางช้าง ที่ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ด้วยพื้นฐานการศึกษาด้านอิเล็กทรอนิกส์ ประสบการณ์ฝึกงานเกี่ยวกับไฟฟ้ากำลัง และชื่นชอบการ DIY เครื่องยนต์ น้าโบ๋จึงเชี่ยวชาญและสามารถดัดแปลงเรือได้
เมื่อเทคโนโลยีได้พัฒนามากขึ้น มีข้อมูลให้ศึกษามากขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ตอันได้ผลพวงมาจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้าและเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังเป็นที่นิยม การเปลี่ยนเรือหางยาวจากระบบเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่ใช่เรื่องยากและอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ประกอบกับตนเองเป็นผู้ที่ใช้เรือในชีวิตประจำวันและรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถึงเวลาเปลี่ยนเป็นเรือไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ (Araya Bang Mot Creative Canal Community Enterprise) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสีย ระหว่างเรือเครื่องยนต์กับเรือไฟฟ้า จากประสบการณ์ตรงของน้าโบ๋
เรือเครื่องยนต์ | เรือไฟฟ้า | |
แหล่งพลังงาน | น้ำมันดีเซล/น้ำมันเบนซิน | แบตเตอรี่ |
การสิ้นเปลืองพลังงาน | ต้องติดเครื่องยนต์เดินเบาทิ้งไว้เสมอเพื่อความสะดวกในการออกเรือได้ทันทีและการสตาร์ตบ่อยทำให้ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์เสื่อมเร็วและเปลืองน้ำมัน เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ต่อตรง ถ้าไม่ดับเครื่อง ใบจักรจะหมุนอยู่ตลอดหมายความว่าเครื่องทำงานตลอดเวลา ถ้าไม่ให้เรือเดินหน้าต้องยกหางลอย หรือไม่ก็ต้องดับเครื่อง แต่มักไม่มีใครทำเพราะต้องสตาร์ตใหม่ | ใช้พลังงานเฉพาะคือใช้พลังงานเมื่อเร่งเครื่องเท่านั้น ถ้าจอดนิ่งๆ เรือจะไม่กินกระแสไฟเลยหรือกินน้อยมาก
|
การเข้าเกียร์ | ต้องยกหางเรือขึ้นก่อนแล้วค่อยดันเข้าเกียร์จะช่วยเบาแรง เพราะถ้าหางจุ่มน้ำแล้วเข้าเกียร์จะหนักมือ แล้วเกียร์จะอาจจะสึกหรอเร็ว | โยกสวิตช์เพื่อเดินหน้าหรือถอยหลังได้ทันทีแม้หางเสือจะจุ่มน้ำอยู่ |
เกียร์ถอยหลัง | เรือลำเล็กต้องดับเครื่องแล้วใช้ไม้พายช่วยพายถอยหลัง (เฉพาะเรือลำใหญ่ ขนาด 3 วาขึ้นไป มักมีเกียร์ถอยหลัง) | เรือลำเล็กก็ติดตั้งสวิตช์ถอยหลังได้ ทำให้เรือถอยหลังได้ทันที |
ความเร็ว | เร็วมาก แต่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ เช่น สร้างคลื่น ทำให้น้ำเซาะตลิ่งดินพัง | ขับเร็วได้ แต่ต้องคำนวณกระแสไฟและระยะทาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีข้อมูลให้ดูจากมอนิเตอร์ที่แสดงค่าความเร็ว – การใช้กระแส – เปอร์เซนต์แบตเตอรี่ที่เหลือ |
มลภาวะทางเสียง | เสียงดังมาก พูดคุยกันยาก ไกด์ต้องใช้เครื่องขยายเสียง | เงียบมาก มีแค่เสียงมอเตอร์เล็กน้อยเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า พูดคุยบนเรือได้ยินชัดเจน |
มลภาวะทางอากาศ | ปล่อยไอเสียและกลิ่นควันจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์แม้เวลาจอดเรือนิ่งๆ คนขับเรือและผู้โดยสารมักได้กลิ่นเมื่อควันตีย้อนเข้าเรือจากลมตีหวน | ไม่มีการปลดปล่อยไอเสียและควัน |
มลภาวะทางน้ำ | การรั่วซึมของปะเก็นบนเรือ โดยเพาะเครื่องยนต์เก่า ต้องคอยเช็ดออกและทิ้งเป็นขยะ | |
ความร้อน | มีความร้อนสะสม ต้องใช้ระบบระบายความร้อนโดยการดึงน้ำจากในคลองวิ่งผ่านเสื้อสูบมาหล่อเลี้ยงให้เครื่องเย็นลง กลายเป็นน้ำอุ่นแล้วระบายกลับลงแหล่งน้ำ | มีความร้อนสะสมน้อยกว่า สามารถระบายความร้อนแบบใช้น้ำหรือใช้พัดลมระบายความร้อนได้ |
การบำรุงรักษา | หลายรายการ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ระบบสตาร์ตต่างๆ ระบบไดชาร์จ เหมือนการดูแลรักษามอเตอร์ไซค์ | ต่ำมาก เนื่องจากไม่มีระบบของเหลวที่ใช้ในการหล่อลื่น การดูแลหลักๆ จึงมีเพียงลูกปืนและแบตเตอรี่ |
ค่าพลังงาน | ถ้าใช้เครื่องยนต์ราคาแพงกว่าประมาณ 2.5 – 3 เท่า หรือถ้าชาร์จเรือไฟฟ้า 1 บาท จะต้องจ่ายค่าน้ำมันประมาณ 2.5 – 3.0 บาท | |
Q แบตเตอรี่ราคาสูง
A แม้แบตเตอรี่ของใหม่จะยังมีราคาสูง แต่ปัจจุบันมีอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นที่นิยามคือ แบตเตอรี่มือสองที่อยู่สภาพดีในราคาที่ถูกลง ทั้งนี้เราตรวจสอบคุณภาพแบตเตอรี่ได้ โดยใช้เครื่องมือวัดค่า SOH (State of Health) เพื่อดูความจุที่เหลืออยู่ของแบตเตอรี่ได้ ทำให้การซื้อแบตเตอรี่มือสองมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้จริง จากนั้นนำเซลล์แบตเตอรี่มาจัดใหม่ให้ตรงตามที่เราต้องการใช้งาน
Q ค่าซ่อมแพงหรือเปล่า
A ในฐานะที่น้าโบ๋ใช้งานมาในระดับหนึ่งพบว่า เรือไฟฟ้าซ่อมง่ายกว่าเรือเครื่องยนต์ ถ้าเสียก็เปลี่ยนหรือซ่อมเฉพาะจุด เพราะแบตเตอรี่ 1 ลูก มี 2 ส่วนหลักคือ ตัววงจรควบคุมแบตเตอรี่ ที่เรียกว่า BMS (Battery Management System) กับก้อนเซลล์
Q จำเป็นต้องระบบโซลาร์เซลล์บนเรือเลยหรือไม่
A ภาพจำของคนส่วนใหญ่คิดว่า ต้องติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือเท่านั้นจึงจะเป็นเรือที่วิ่งด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ แต่ที่จริงแล้วเราก็ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เหมือนกัน แต่ติดตั้งที่หลังคาบ้าน แล้วชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า (เพิ่มความจุแบตเตอรี่) อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ติดตั้งบนหลังคาเรือหางยาวเพราะไม่คุ้มค่า ติดตั้งได้ไม่เกิน 2 – 3 แผง ทั้งยังเพิ่มน้ำหนักทำให้เรือขาดความคล่องตัว เมื่อเรือขับเข้าคลองเล็กอาจเสี่ยงเสียหายจากการชนท้องสะพานทำให้กระจกบนแผงโซล่าเซลล์แตก
Q อันตรายจากไฟฟ้าดูดหรือไม่
A เรือไฟฟ้าของน้าโบ๋ได้รับการทดสอบจากศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แล้วว่า มีความปลอดภัย และมีแผนที่จะพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานระดับสากล (เป็นแผนในอนาคตร่วมกัน)นอกจากนี้ระบบที่ใช้เป็นค่าเริ่มต้องของ Hi-volt มีประมาณไม่เกิน 100 โวลต์ (รถไฟฟ้าซึ่งอยู่ที่ 400 – 500 โวลต์) หมายความว่าถ้าโดนดูดจะไม่ดูดแบบเหมือนไฟบ้าน รู้สึกจี๊ดๆ เท่านั้น ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ยังออกแบบแบตเตอรี่ให้ใช้ปลั๊กแบบเสียบเข้าและถอดออกได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
Q กังวลเรื่องฝนตกหนักเพราะเป็นระบบไฟฟ้า
A จากประสบการณ์ที่เคยผ่านการใช้งานกลางฝนหนักมาแล้ว พบว่าไม่มีปัญหา แต่สำรองถุงพลาสติกหรือผ้าใบไว้คลุมก็ได้เพื่อความสบายใจ นอกจากนี้ อุปกรณ์สำคัญอย่างกล่องคอนโทรลมีมาตรฐานการป้องฝุ่นและน้ำ (International Protection Standard) ที่ IP67 อีกด้วย
เนื่องจากน้าโบ๋เป็นผู้ใช้งานจริงและเป็นผู้พัฒนาเรือไฟฟ้าจึงมีประสบการณ์มาแล้วทุกรูปแบบ จึงได้วิเคราะห์และคำนวณตัวเลข พบว่าคุ้มค่าจริง โดยเน้นย้ำว่า ถ้าเทียบสัดส่วนกันเป็นบาทต่อบาท ระบบไฟฟ้าถูกกว่าเครื่องยนต์ คือค่าพลังงานเครื่องยนต์แพงกว่าไฟฟ้า 2.5 – 3 เท่า ถ้าเราจ่ายค่าไฟฟ้า 1 บาท เราต้องใช้จ่ายค่าน้ำมัน 2.5 – 3.0 บาท
นอกจากนี้ น้าโบ๋ลองเก็บตัวเลขคร่าวๆ ไว้แล้วว่า เรือชาวบ้านใช้งานเสียค่าน้ำมัน 2,000 – 3,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเป็นเรือไฟฟ้าจะจ่ายค่าไฟฟ้าเพียง 500 – 600 บาทต่อเดือน สูงสุด 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น แค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟบ้านเข้าแบตเตอรี่ได้เลย ถ้าติดโซลาร์เซลล์หรือพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ก็จะถูกลงไปอีก
เรือไฟฟ้าบางมดเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ริมคลองบางมด เขตทุ่งครุและเขตบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร โดยนำเรือหางยาวเครื่องยนต์มาดัดแปลงเป็นระบบไฟฟ้าเพื่อให้บริการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลอง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของโลก
ความเงียบของเรือช่วยให้นักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ และได้ยินไกด์หรือนักเล่าเรื่องท้องถิ่นบรรยายได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง นอกจากนี้ยังเป็นความรื่นรมย์ ที่ได้ฟังเสียงจากธรรมชาติรอบข้าง ที่สำคัญคือนกไม่บินหนี สามารถดูนกบนเรือได้สบาย และยังเป็นการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ดีต่อเรา ดีต่อโลก
ถึงวันนี้น้าโบ๋ได้เปลี่ยนจากผู้ใช้เรือในชีวิตประจำวันมาเป็นวิทยากรเรือไฟฟ้า เตรียมเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าให้ผู้ที่สนใจมาเรียนรู้และฝึกอบรมไม่ว่าจะมีเรือและไม่มีเรือก็ได้ เพราะเป็นการเรียนรู้เรื่องระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพื่อนำไปต่อยอดใช้งานด้านอื่นได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมมีหลากหลายทั้งนักศึกษา ชาวบ้าน เจ้าของเรือ ผู้ประกอบการ องค์กรจากภาครัฐและเอกชน และเร็วๆ นี้ จะมีความร่วมมือกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเรือไฟฟ้าร่วมกัน
ภาพอนาคตของน้าโบ๋นั้นมีความฝันร่วมกับประธานวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ คุณวิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ที่จะสร้าง “ศูนย์อบรมเรือไฟฟ้าแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร” เป็นต้นแบบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียวของคลองบางมดให้คงสภาพความสมบูรณ์ พัฒนาคลองบางมดให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน ปลูกจิตสํานึกและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน เพื่อประโยชน์ของชาวคลองบางมดและลูกหลานในอนาคต
น้าโบ๋ทิ้งท้ายไว้ว่า “ย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลุ่ม 3C Project ใช้ศิลปะภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการขยับและขับเคลื่อนชุมชนผ่านเทศกาลบางมดเฟส ตามคอนเซปต์ Cycling Canal Community ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ พื้นที่ริมคลองต่างๆ นำแนวคิดไปใช้และเกิดผลบวกตามมามากมาย และปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ภายใต้โครงการการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่คลองบางมดด้วยเรือไฟฟ้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยับและขับเคลื่อนชุมชนอีกครั้ง หวังว่าจะส่งต่อแรงกระเพื่อมนี้ไปสู่ย่านสร้างสรรค์ริมคลองอื่นๆ ที่อยากจะเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่”
เจ้าของเรื่อง
สนธยา เสมทัพพระ (น้าโบ๋)
ผู้เขียน
นันทนา พวงนาค, อรอุมา สาดีน
บรรณาธิการ
นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์
ภาพ
สนธยา เสมทัพพระ, 3C Project