Mangrove Forests: An Urban Green Sanctuary Cutting Carbon in the Heart of the Community “ธรรมชาติเก่งมากเลย สร้างป่าชายเลนไว้แถวปากแม่น้ำตลอดทุกสาย เป็นพื้นที่สีเขียวด่านสุดท้ายในการกรองของเสียก่อนปล่อยน้ำลงสู่ทะเล ทำให้น้ำสะอาด เติมออกซิเจนให้กับพืชและสัตว์น้ำ แล้วยังช่วยลดคาร์บอนด้วย” ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม สรุปความสำคัญของป่าชายเลนให้เราเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน วันนี้ครูแดงพาเรามาสังเกต ตั้งคำถาม ให้เกิดการเชื่อมโยงของพืชและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนแบบเริ่มที่ “เรียนรู้” จนกลายเป็น “ความรู้” ในที่สุด ทำไมพื้นที่เขตบางมดและบางขุนเทียนถึงมีป่าชายเลน สรุปสั้นๆ ได้ว่า เพราะพื้นที่เขตบางมดและเขตบางขุนเทียนตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่คอยหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตและนำพาสิ่งต่างๆ ลงสู่อ่าวไทยตอนใน อธิบายเพิ่มเติมคือ ป่าชายเลนจะเกิดในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเกิดใหม่ โดยเริ่มจากมีตะกอนดินที่ไหลมารวมกับน้ำในแม่น้ำ เมื่อมาถึงปากแม่น้ำบริเวณที่น้ำจืดไหลลงมาพบกับน้ำเค็ม ระหว่างน้ำทะเลขึ้นสูงสูงสุดถึงน้ำทะเลลงต่ำที่สุด น้ำจะไหลช้าลงและน้ำมีรสกร่อย ตะกอนดินจะจมลงทับถมกันจนเป็นผืนแผ่นดินใหม่ เรียกว่า หาดเลน ต่อจากนั้นจะมีต้นไม้ขึ้น จากต้นไม้หนึ่งต้นรวมกันเป็นหลายๆ ต้น หลายๆ ชนิดพันธุ์ ขึ้นหนาแน่นจนเป็นผืนป่า เราเรียกป่าที่เกิดในบริเวณหาดเลนนี้ว่า ป่าชายเลน ซึ่งเขตบางมดและเขตบางขุนเทียนรับน้ำจากแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำแม่กลอง ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย ไม่ใช่ทุกประเทศในโลกจะมีป่าชายเลน เพราะสังคมพืชป่าชายเลนเกิดขึ้นเฉพาะเขตร้อน เขตร้อนชื้น ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวหรือใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก หรือเขตกึ่งร้อนบางแห่ง ประเทศที่มีป่าชายเลน เช่น อินโดนีเซีย ไนจีเรีย บราซิล ออสเตรเลีย เม็กซิโก มาเลเซีย คิวบา มาดากัสการ์ และประเทศไทยมีจังหวัดที่มีป่าชายเลนรวม 23 จังหวัด ป่าชายเลน “คฤหาสน์สีเขียว” ครูแดงพาเราสังเกตว่า พืชป่าชายเลนมักมีใบหนาเป็นแผ่นมัน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและใบมีลักษณะอวบน้ำ เพราะพืชต้องการรักษาปริมาณน้ำไว้นั่นเอง บางต้นมีเกล็ดสีขาวใต้ใบก็คือเกลือ ทั้งหมดเป็นเพราะการปรับตัวของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ให้อยู่รอดในบริเวณชายฝั่งมีกระแสน้ำขึ้นลง หรือบริเวณน้ำที่มีความเค็มจัด และแพร่กระจายพันธุ์ต่อไปได้ “ถ้าเห็นต้นแสม เรารู้ได้เลยว่าพื้นที่ที่เราอยู่ติดทะเลแน่นอน” นี่เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตง่ายๆ ที่ทำให้เราเข้าใจสังคมพืชได้อย่างดี เพราะต้นแสมจะเติบโตในพื้นที่น้ำเค็ม นอกจากนี้ ต้นไม้แต่ละชนิดที่ขึ้นจะแตกต่างกันไปตามชนิดของดิน เนื่องจากพื้นที่ป่าชายเลนเป็นบริเวณรอยต่อระหว่างน้ำทะเลขึ้นสูงสูงสุดถึงน้ำทะเลลงต่ำที่สุด ดังนั้นทำให้จะมีบางพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงตลอดเวลาเป็นดินเลน บางช่วงเป็นน้ำกร่อย และบางแห่งเป็นพื้นที่สูงน้ำท่วมถึงบางครั้ง จึงทำให้มีพืชหลากหลายชนิด แยกตามลักษณะความแข็งของดินและระดับความเค็มของน้ำ (ยิ่งติดทะเล ดินยิ่งอ่อนตัวและมีความเค็มจัด) คร่าวๆ ได้ดังนี้ ต้นที่พบบริเวณที่มีระดับความเค็มของน้ำสูง เช่น ไม้แสม ต้นที่ชอบขึ้นในดินเลนอ่อน บริเวณน้ำท่วมถึงและมีน้ำขึ้นน้ำลงเป็นประจำ เช่น แสมทะเล แสมขาว โกงกาง ต้นที่ชอบขึ้นในดินเลนแข็ง น้ำท่วมบางครั้ง เช่น กลุ่มไม้โกงกาง กลุ่มไม้พังกาหัวสุม กลุ่มไม้ฝาด ไม้ตะบูน ตีนเป็ดทะเล สำมะง่า ต้นที่ชอบขึ้นในที่ดินเลนแข็งและเป็นพื้นที่สูง น้ำท่วมถึงเมื่อน้ำขึ้นสูงสุด เช่น ตาตุ่มทะเล หงอนไก่ทะเล ไม้เป้ง แล้วต้นจากขึ้นตรงไหน ส่วนมากพบต้นจากบริเวณที่เป็นดินเลนปนทราย อยู่ตามริมชายฝั่งทะเลในเขตน้ำกร่อย ธรรมชาติของป่าชายเลนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้นมีขนาดใหญ่และสูงมาก ใบขึ้นติดกันเป็นกลุ่มและขึ้นหนาแน่นมาก จึงเปรียบป่าชายเลนเป็นเหมือน “คฤหาสน์สีเขียว” ซึ่ง ป่าชายเลนไม่เท่ากับต้นโกงกางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพืชอื่นๆ ขึ้นร่วมด้วย ซึ่งมีประมาณ 168 ชนิด จาก 118 สกุล 54 วงศ์ เช่น แสม ลำพู ลำแพน ตะบูน โปรง ปรงทะเล ชะคราม สมอทะเล เหงือกปลาหมอ เทียนทะเล ถั่วขาว ป่าชายเลนคฤหาสน์สีเขียวใน “ชุมชนใหญ่” ยิ่งป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์มากเท่าไหร่ คฤหาสน์สีเขียวก็ยิ่งมีสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่หลายชนิดมาอาศัยและพึ่งพิงมากเท่านั้น กลายเป็น “ชุมชนใหญ่” ของพืชและสัตว์นานาชนิด ทั้งนี้ ระบบนิเวศป่าชายเลนช่วยให้เราเข้าใจการพึ่งพาอาศัยกันและกันมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อใบไม้ในป่าชายเลนร่วงหล่นลงบนผิวดินเลนจะถูกสัตว์ตัวเล็กๆ และปูกินเป็นอาหาร ปูขับถ่ายออกมาเป็นมูล หอยกินมูลปูเข้าไป เมื่อขับถ่ายออกมากากอาหารจะเล็กมากและอยู่บริเวณผิวดินเลน สัตว์หน้าดินและไส้เดือนก็กินเป็นอาหาร เมื่อไส้เดือนลงรูแล้วขับถ่ายออกมา มูลไส้เดือนก็กลายเป็นธาตุอาหารของพืช พืชจะดูดซับธาตุอาหารกลับไปเป็นอาหารและเจริญเติบโตต่อไป ที่สำคัญคือ เมื่อน้ำจืดไหลลงมาผสมกับน้ำเค็มของทะเลที่บริเวณปากแม่น้ำ พื้นที่ช่วงนั้นจะกลายเป็นน้ำกร่อย สัตว์น้ำและพืชขนาดเล็กจะเจริญเติบโตมีจำนวนมาก และบางชนิดก็เป็นอาหารของสัตว์น้ำในทะเลอีกต่อหนึ่ง จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำกลายเป็นแหล่งหาอาหารของสัตว์น้ำต่างๆ เป็นจำนวนมาก ตลอดจนเป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นที่ใช้ออกลูกและหาอาหารกินในวัยอ่อนด้วย ทั้งนี้ ความหลากหลายและจำนวนของสัตว์ในป่าชายเลนเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ของป่า ถ้าเราสังเกตก็จะรู้ได้ทันที เช่น ผึ้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ปลา บ่งบอกถึงความสะอาดของน้ำ ปลาตีน บ่งบอกถึงดินเลนที่ไม่มีสารปนเปื้อน ปูแสม ปูก้ามดาบ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของอินทรียวัตถุหน้าดิน นก บ่งบอกว่ามีสัตว์หน้าดินจำนวนมาก ป่าชายเลนคฤหาสห์น์เขียวในชุมชนใหญ่ที่ “ช่วยโลกลดคาร์บอน” การปรับตัวของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งได้พัฒนาใบ ราก และลำต้นให้มีแตกต่างจากพันธุ์ไม้บกทั่วไป ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสภาพแวดล้อมพิเศษตามการขึ้นลงของน้ำทะเลและความเค็มของน้ำเท่านั้น ยังเป็นกำแพงช่วยกำบังคลื่นและกระแสลมให้ดินชายฝั่งทะเลด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการช่วยโลกลดคาร์บอน เริ่มจากส่วนเห็นได้ชัดเจนและสำคัญที่สุดคือ ราก รากที่เรามักคุ้นตาคือรากจากต้นโกงกางซึ่งเป็นรากค้ำยัน แต่จริงๆ แล้ว พืชป่าชายเลนมีทั้งรากใต้ดินและรากอากาศ เนื่องจากในดินเลนมีช่องว่างน้อยและมีน้ำท่วมขัง พืชป่าชายเลนจึงสร้างรากอากาศขึ้นมาเพื่อช่วยในการหายใจและเติบโต สังเกตได้จากรากที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินที่มีลักษณะเป็นแท่งดินสอหรือแท่งทรงกรวยคว่ำ เหตุผลที่ต้องโตขึ้นมาเพราะมีน้ำท่วมเกือบตลอดเวลาซึ่งเกิดจากการขึ้นลงของน้ำทะเลนั่นเอง นอกจากนี้ ฝัก คือส่วนที่เป็นสีเขียวห้อยยาวลงมาซึ่งแตกออกมาตามกิ่งก็เป็นรากของพืชด้วย นั่นคือรากอากาศ ยิ่งมีรากจำนวนมาก ก็ยิ่งช่วยแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนมาก ถ้าเรามองเข้าไปใกล้ๆ ราก จะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ที่รากและลำต้น ตรงปมแต่ละปมตรงเป็นจุดที่ช่วยเติมอากาศดีลงไปในน้ำ รากช่วยดึงคาร์บอนและสารปนเปื้อนในน้ำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง และปลดปล่อยออกซิเจนลงสู่น้ำ ทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ ที่ราก ซึ่งเติมอากาศดีลงในน้ำก่อนไหลลงสู่ทะเล เราจะเห็นว่า ใบของพืชป่าชายเลนมักมีสีเข้มและหนาเป็นพิเศษเพื่อเก็บน้ำ และใบมีผิวมันเพื่อลดการคายน้ำ ยิ่งใบสีเข้ม พืชยิ่งสังเคราะห์แสงโดยการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาจากอากาศได้มาก นอกจากนี้ ยิ่งต้นไม้ขนาดสูงมาก ใหญ่มาก ใบหนาแน่นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสังเคราะห์แสงได้มากขึ้นไปด้วย ด้วยลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งเป็นพืชที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีการสังเคราะห์แสงในอัตราที่สูง หมายความว่าช่วยดึงคาร์บอนจากอากาศลงมาในปริมาณมาก นอกจากเก็บคาร์บอนในอากาศได้แล้ว ป่าชายเลนยังช่วยเก็บคาร์บอนลงดินได้ด้วย ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พืชชนิดต่างๆ ในป่าชายเลนเป็นตัวกักเก็บตะกอนดิน ทำให้เกิดการสะสมและสร้างหาดเลน เกิดเป็นผืนแผ่นดินใหม่ขึ้น พอมีแผ่นดินมากขึ้นก็เหมือนเป็นคลังเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น โดยกระบวนการเก็บคาร์บอนลงดินเริ่มจากเมื่อพืชสังเคราะห์แสงเสร็จ คาร์บอนที่พืชเก็บหรือดึงมาได้จะถูกส่งผ่านไปยังราก ใบไม้ และมีส่วนหนึ่งหลุดไปยังดินกลายเป็นซากพืชที่ส่งต่อคาร์บอนให้กับดิน คาร์บอนในดินกลับเข้าสู่อากาศไม่ได้เพราะมีการขึ้นลงของน้ำอยู่ตลอดเวลา เป็นสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ ส่งผลให้คาร์บอนติดอยู่ในดินนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป่าชายเลนลดคาร์บอนได้สูงกว่าป่าทั่วไป เพราะมีการเก็บคาร์บอนหลายช่องทาง และแต่ละทางก็มีประสิทธิภาพในการกักเก็บเฉพาะตัว ซึ่งพืชบริเวณป่าบกทำเช่นนี้ไม่ได้ ครูแดง ผู้เกษียณจากห้องเรียน แต่ยังสอนต่อในห้องเรียนธรรมชาติ ครูแดง เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม ครูชำนาญการผู้อุทิศตัวให้กับ “การเรียนรู้ป่าชายเลน” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ได้รับรางวัลบูรณาการสิ่งแวดล้อมสู่สาระการเรียนรู้ดีเด่นและอีกหลายรางวัลด้านพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นขึ้นทดลองใช้ภายในโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ รวมถึงเป็นผู้ผลักดันริเริ่มให้เกิดเทศกาล “กินปูดูทะเล” ครั้งแรกที่เขตบางขุนเทียนอีกด้วย แม้ว่าครูแดงจะเกษียณอายุราชการจากการสอนหนังสือแล้ว แต่ครูแดงยังไม่หยุดสอน ไม่หยุดให้ความรู้เพราะเล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ป่าชายเลน เพียงเปลี่ยนจากโรงเรียนมาเปิดห้องเรียนธรรมชาติแทน ให้ความรู้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ การสอนของครูแดงเน้นให้เราได้สังเกต ทดลองชิม ทดลองทำจากประสบการณ์จริง เช่น การแยกชนิดของต้นไม้จากราก ใบ และฝัก นอกจากนี้ยังใช้คำถามกระตุ้นความคิดแทนการบอกคำตอบโดยตรง เพื่อส่งเสริมให้คิด วิเคราะห์ และค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง เจ้าของเรื่อง เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม (ครูแดง) ผู้เขียน นันทนา พวงนาค บรรณาธิการ นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ภาพ หนังสือพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลอ้างอิง หนังสือหาดเลน หนังสือป่าชายเลน หนังสือต้นไม้บ้านเรา และหนังสือสัตว์ป่าชายเลน โดยเกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม, หนังสือพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Facebook: environman.th
Flavors of the Brackish Water Area!
Flavors of the Brackish Water Area! Welcome to Kru Mam’s Kitchen: Signature dishes from the Brackish Water Area. Taste the flavors of local plants that thrive effortlessly in our unique ecosystem. เนื่องจากพื้นที่ในเขตบางมดและบางขุนเทียนอยู่ติดทะเล ทำให้มีช่วงที่น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาเจอกับน้ำจืดจากแม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำบนฝั่ง บริเวณที่ทั้งน้ำจืดกับน้ำเค็มมาผสมกัน ชาวบ้านมักเรียกว่า น้ำลักจืดลักเค็มหรือน้ำสองใจ แต่หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า น้ำกร่อย มากกว่า เพราะเป็นดินแดนสุดพิเศษจึงมีพืชเฉพาะถิ่นสุดมหัศจรรย์หลายชนิดที่ทั้งกินได้และรสชาติดี มีสรรพคุณทางอาหารและยา ที่สำคัญคือ ทนสภาพน้ำเค็ม น้ำกร่อย โตไวตามธรรมชาติที่ดีไม่ถูกรุกราน ขยายพันธุ์ง่ายแบบไม่ต้องดูแลมาก เช่น ชะคราม โกงกาง ขลู่ เบญจมาศน้ำเค็ม พังกาหัวสุม ผักเบี้ยทะเล ลำแพน แม้ปัจจุบันพืชท้องถิ่นเหล่านี้ถูกลืมไปหรือไม่นิยมนำมารับประทานแล้ว เนื่องจากมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ครูแหม่ม อรัญญา ฤกษ์งาม ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำประกอบอาหารจากพืชป่าชายเลนไว้ พร้อมเปิดครัวครูแหม่มให้ดูว่าต้องเลือกและจัดการอย่างไรถึงจะดึงความสดอร่อยของพืชแต่ละชนิดออกมาได้ พร้อมเคล็ดลับความอร่อยที่ใครลองชิมแล้วก็ต้องติดใจ และนำไปทำเป็นเมนูใดได้บ้าง ชะคราม อร่อยได้ทั้งเมนูคาวและของหวาน ชะครามเป็นพืชล้มลุกในท้องถิ่นป่าชายเลน ใบเป็นเส้นเล็กฝอยสีเขียว มีทั้งสีเขียวสดและสีเขียวอมม่วง ในฤดูแล้งเมื่อต้นแก่ใบจะเป็นสีแดงหรือสีแดงอมม่วงอ่อนๆ ใบเรียวกลม อวบน้ำ หนา เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณน้ำกร่อยและป่าชายเลน ขึ้นตามที่ราบโล่งที่เป็นดินเลน ทนแสง ทนต่อความเค็มของดินได้ดี ขยายพันธุ์ง่ายและมีปริมาณมาก เคล็ดลับความอร่อย เนื่องจากชะครามเป็นพืชที่ชอบขึ้นตามดินเค็ม และมีใบอวบเก็บน้ำเค็มไว้ เราจึงต้องลดความเค็มก่อนนำไปประกอบอาหาร ดังนี้ เลือกยอดอ่อน สีเขียวอ่อน ใบอวบน้ำ ล้างน้ำเพื่อชำระฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออก รูดใบออกจากก้านแข็ง ขจัดความเค็มโดยต้มในน้ำเดือด 1 – 2 ครั้ง ใช้เวลาต้มครั้งละ 5 นาที ล้างน้ำเย็น บีบให้สะเด็ดน้ำเพื่อลดความเค็มลงอีกขั้น ชิมรส ถ้ายังมีความเค็มอยู่ ให้ต้มอีกครั้งตามวิธีการข้างต้น นำชะครามที่ลดความเค็มแล้วไปประกอบอาหาร เมนูจากชะคราม พืชชนิดนี้นำมาทำได้ทั้งของคาว เช่น ไข่เจียวชะคราม แกงส้มกุ้งชะคราม แกงคั่วปูทะเลชะคราม ยำชะครามกุ้งสด และของหวาน เช่น วุ้นชะคราม บัวลอยชะคราม คีชชะคราม ประโยชน์จากชะคราม เช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านมะเร็ง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นเพราะมีเส้นใยสูง มีธาตุไอโอดีนป้องกันโรคคอพอก ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตามัว และยังรักษารากผม แก้ผมร่วง โกงกาง เทมปุระป่าชายเลน โกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ชอบขึ้นในบริเวณที่เป็นดินเลน และมักจะขึ้นอยู่ในบริเวณติดริมแม่น้ำ ใบมนค่อนไปทางรูปหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแข็งเล็กๆ ใบสีเขียวและเรียบเกลี้ยง เมนูจากโกงกางพร้อมเคล็ดลับความอร่อย นิยมนำใบโกงกางมาชุบแป้งทอดกรอบเป็นเทมปุระ แนะนำให้ใช้โกงกางใบใหญ่เพราะใบช่วงยอดอ่อนมีขนาดใหญ่กว่าโกงกางใบเล็ก เลือกเด็ดใบช่วงยอดอ่อนประมาณ 3 – 5 ใบแรกของยอด ล้างน้ำให้สะอาด ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำปูนใส หรือผสมน้ำเย็นเพิ่ม เพื่อให้ทอดออกมาแล้วกรอบนาน ได้สีเหลืองทอง อมน้ำมันน้อย และมีกลิ่นหอม ประโยชน์จากโกงกาง เช่น รับประทานใบอ่อนเพื่อแก้ท้องร่วง ใช้ล้างแผลและห้ามเลือดโดยนำน้ำจากเปลือกหรือตำเปลือกให้ละเอียดแล้วพอกห้ามเลือดจากบาดแผลสด หรือเคี้ยวใบอ่อนหรือบดให้ละเอียดแล้วใช้พอกแผลสดเพื่อห้ามเลือดได้เช่นกัน ขลู่ ชาสมุนไพรถูกใจสายสุขภาพ ขลู่เป็นพืชไม้ล่างของป่าชายเลน ขึ้นเป็นพุ่มรวมตัวกันเป็นกอ แตกกิ่งก้านมาก ชอบขึ้นตามริมน้ำ โดยเฉพาะที่น้ำเค็มท่วมถึง ขยายพันธุ์ง่าย ใบอ่อนมีขน ขอบใบหยัก มีกลิ่นหอมฉุน ใบสดกับใบตากแห้งกลิ่นจะไม่เหมือนกัน ใบแห้งมีกลิ่นหอม ใบสดมีกลิ่นฉุน เคล็ดลับความอร่อย เด็ดใบขลู่ช่วงยอดอ่อนประมาณ 2 ช่วงบนของยอด ตากแดดจัดประมาณ 2-3 วัน จะได้ใบขลู่แห้งและสีสวย แนะนำให้นำใบขลู่ที่แห้งแล้วมาใส่น้ำร้อนแทนการต้ม เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมและสีเหลืองทองสวย ลวกใบชาในน้ำร้อนทิ้ง 1 รอบ เพื่อชำระฝุ่นและสิ่งสกปรกและลดตะกอน แช่นานประมาณ 3 – 5 นาที น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเหมือนชา ยิ่งแช่นาน ชายิ่งเข้ม แช่ซ้ำได้ประมาณ 2 รอบ เหมือนชงชาปกติหรือจนกว่ากลิ่นกับรสจะจืด ชงดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น ควรดื่มชาใบขลู่ในปริมาณที่พอเหมาะสมควรต่อวัน ประมาณ 1 – 2 แก้วต่อวัน ดื่มระหว่างมื้ออาหาร และไม่ดื่มชาที่เหลือค้างคืน และควรเก็บชาขลู่ใบแห้งในภาชนะทึบแสงและปิดสนิท เพื่อกันการสลายตัวของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และป้องกันเชื้อราเนื่องจากความชื้น เมนูจากใบขลู่ นอกจากชงดื่มเป็นชาแล้ว ยังนำยอดอ่อนของต้นขลู่ที่มีรสมันมารับประทานสดจิ้มกับน้ำพริกหรือเป็นผักเคียง ลวกใบอ่อนเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรือใส่ในแกงคั่ว ใส่ในลาบได้ หรือเด็ดใบสีเขียวอ่อนน้ำมาใส่ผัดพริกปลาหมอเทศ ประโยชน์จากใบขลู่ เช่น ช่วยขับปัสสาวะ รักษาอาการขัดเบา ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยแก้โรคเบาหวาน ช่วยขับลม ครูแหม่ม ครูผู้สร้างคน สร้างงาน สร้างสรรค์เมนูป่าชายเลน ครูแหม่ม อรัญญา ฤกษ์งาม ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน ได้นำวิชาความรู้จากวิชาเอกคหกรรมศาสตร์ มาสอนเด็กๆ ให้ได้รับทั้งความรู้ มีประสบการณ์จากการลงมือทำอาหารจากพืชน้ำลักจืดลักเค็ม ที่สำคัญคือได้ต่อยอดพืชป่าชายเลนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายเป็นการฝึกเด็กๆ ให้มีอาชีพจากพืชท้องถิ่นชายทะเลบางขุนเทียน จากความเชี่ยวชาญของครูแหม่มทำให้ได้รับรางวัลมากมายโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เช่น รางวัลครูแกนนำ โรงรียนสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมเฉลิมพระเกียรติ 3 ปีซ้อน (โครงการจัดขึ้นทุก 2 ปี) แม้ครูแหม่มใกล้เกษียณอายุราชการครูแล้ว แต่ยังไม่หยุดให้ความรู้ เป็นวิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์จากป่าชายเลน เจ้าของเรื่องอรัญญา ฤกษ์งาม (ครูแหม่ม) ผู้เขียนนันทนา พวงนาค บรรณาธิการนันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ภาพอรัญญา ฤกษ์งาม (ครูแหม่ม), ปพิชญา เสนานุรักษ์วรกุล ข้อมูลอ้างอิงหนังสือชะครามและหนังสือชาใบขลู่สมุนไพรในป่าชายเลน โดยอรัญญา ฤกษ์งาม