ใครว่าอยู่ใกล้ทะเลแล้วจะมีอาหารการกินเฉพาะเมนูคาว เพราะอาจจะคุ้นเคยว่าพืชจากป่าชายเลนส่วนใหญ่มีรสเค็ม ฝาด และมียาง จึงเหมาะนำมาเป็นวัตถุดิบอาหารคาวอย่างเดียว เช่น ยำชะคราม แกงส้มกุ้งชะคราม หรือของหวานที่รู้จักกันดี เช่น ขนมจากหรือน้ำลูกจากเท่านั้น แต่พื้นที่ย่านบางมด ในเขตทุ่งครุและเขตบางขุนเทียนยังมีพืชน้ำเค็มน้ำกร่อยอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ มีรสชาติที่เราไม่คุ้นเคย เปิดผัสสะมิติใหม่ นำมาปรุงเป็นเมนูของหวานได้ นั่นคือ “น้ำแข็งไสป่าชายเลน” ประกอบด้วยบัวลอยชะคราม วุ้นชาใบขลู่ พังกาหัวสุมดอกแดงเชื่อม ลูกจากเชื่อม และลำแพนไซรัป นอกจากรสชาติและสัมผัสที่หลากหลายแล้ว เมนูนี้ยังสะท้อนคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
ก่อนที่จะไปลิ้มลองน้ำแข็งไสป่าชายเลนของจริง เราอยากพาไปทำความรู้จักก่อนว่าแต่ละส่วนประกอบให้รสชาติและเนื้อสัมผัสอย่างไร พร้อมวิธีทำคร่าวๆ เพราะพืชป่าชายเลนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ต้องผ่านขั้นตอนพิเศษจึงนำมารับประทานได้ ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบ 2 – 4 วัน และมีหลายขั้นตอน รวมไปถึงประโยชน์ของพืชที่อยู่ในถ้วยนี้ เมื่อทำความรู้จักกันแล้ว รับรองว่ากินอร่อยจนน้ำเชื่อมหมดถ้วยแน่นอน
ลำแพนไซรัป : เปรี้ยวหวาน เรียกความสดชื่น
ลำแพน
พังกาหัวสุมดอกแดงเชื่อม : อร่อยเต็มคำเคี้ยวเพลิน
พังกาหัวสุมดอกแดง
บัวลอยชะคราม : แป้งนุ่มหนึบ + กรุบๆ เค็มนิดๆ จากชะคราม
ชะคราม
ลูกจากเชื่อม : หวาน มัน หนึบ
ลูกจาก
วุ้นชาใบขลู่: นุ่มๆ เด้งๆ
ใบขลู่
กด ● เพื่ออ่านข้อมูล
บัวลอยชะคราม
แป้งบัวลอยสูตรพิเศษต้มออกมาแล้วได้ความนุ่มหนึบเหมือนโมจิ เมื่อเคี้ยวไปแล้วจะเจอความกรุบและได้รสเค็มนิดๆ จากชะคราม ทั้งนี้ ก่อนนำใบชะครามมาทำขนม เราต้องต้มชะครามในน้ำเดือดเพื่อล้างความเค็มออกก่อน
ตัววุ้นนุ่มๆ ลื่นๆ ไม่แข็งกรอบ เพราะอยากให้ได้ความเจลลีเหมือนเฉาก๊วยตอนกิน ก่อนอื่นเราต้องทำชาใบขลู่ โดยเด็ดใบขลู่ช่วงยอดอ่อนประมาณสองช่วงบนมาตากแดดให้แห้ง และต้องเป็นแดดจัดเท่านั้น ใช้เวลาตากประมาณ 1 – 2 แดด จากนั้นนำมาแช่ในน้ำร้อนเพื่อให้ได้เป็นชาใบขลู่ เทน้ำแรกทิ้งเพื่อล้างฝุ่น แล้วนำชาใบขลู่มาผสมกับผงวุ้น ทิ้งไว้ให้วุ้นเซตตัว วุ้นชาใบขลู่ไม่ใส่น้ำตาลเพราะอยากได้เนื้อสัมผัสและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาใบขลู่ แต่ไม่ต้องการรสชาติ
ใครอยากชงชาใบขลู่ต่างหากก็ได้ ใช้วิธีการเช่นเดียวกับข้างต้น จากนั้นนำมาแช่น้ำร้อนประมาณ 15 – 30 นาที ให้ได้สีหรือความเข้มตามต้องการ ก็จะได้ชากลิ่นดั้งเดิมที่มีกลิ่นหวาน หอมอ่อนๆ แต่มีรสเค็มนิดๆ เป็นเอกลักษณ์ รสชาติอาจต่างไปเพราะขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำว่าเป็นอย่างไร แช่ซ้ำได้ประมาณ 2 รอบ เหมือนชงชาปกติหรือจนกว่ากลิ่นกับรสจะจืด ชงดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น
พังกาหัวสุมดอกแดงเชื่อม
อร่อยเต็มคำเคี้ยวเพลิน เนื้อสัมผัสเหมือนมันเทศหรือเม็ดขนุน รสตามธรรมชาติของพังกาหัวสุมดอกแดงจะฝาดและขม ดังนั้นก่อนนำมาเชื่อม ต้องลดความฝาดโดยการแช่น้ำปูนใส นำไปต้ม แล้วแช่น้ำเปล่าต่ออีก 3 วัน (ต้องเปลี่ยนน้ำทุกวัน) จากนั้นจึงนำมาเชื่อมกับน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้ได้ความหวานนวล นอกจากพังกาหัวสุมดอกแดงแล้ว ยังนำพังกาหัวสุมดอกขาว หรือรุ่ย (ลุ่ย) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาใช้แทนกันได้
ลูกจากเชื่อม
ลูกจากชื่อนี้รับประกันความอร่อยแน่นอน ได้ทั้งความหวาน มัน หนึบ นำลูกจากทั้งเป็นน้ำ เนื้อชิ้นแข็ง และเนื้ออ่อนมาเชื่อมกับน้ำตาลทรายแดง ได้ออกมาเป็นทั้งลูกจากเชื่อมชิ้นโตและเนื้อข้นๆ เพิ่มความข้นนัวให้น้ำแข็งไสทั้งถ้วย ถ้าช่วงไหนมีลูกจากน้อยก็ใช้ลูกตาลแทนได้
วิธีการหาลูกจากที่เนื้อที่นุ่มกำลังพอดีพร้อมรับประทานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจนเลยว่า ต้องเลือกอย่างไร เพราะชาวบ้านเองก็ใช้วิธีสุ่มคือ สุ่มเคาะลูกจาก 1 ลูก จากโหม่งจาก แล้วผ่าดูว่าเนื้อของลูกจากนั้นอ่อนไปหรือแก่ไปหรือไม่ หมายความว่าต้องสุ่มไปเรื่อยๆ จนจะเจอโหม่งจากที่มีลูกสุกกำลังพอดี ถ้าแก่ไปก็ต้องตัดทิ้ง ถ้าอ่อนไปก็ต้องรอ ต้องหมั่นมาเคาะดูเรื่อยๆ
ลำแพนไซรัป
ลำแพนไซรัปรสเปรี้ยวหวานเรียกความสดชื่น รสตามธรรมชาติของลำแพนนั้นเปรี้ยวจัดและฝาดนิดๆ แต่มีกลิ่นหอมหวาน ดังนั้นต้องนำไปลดความฝาดก่อนนำมาประกอบอาหาร เริ่มจากเอาขั้วออก สับทั้งผลและเปลือกให้ละเอียด แช่น้ำปูนใส แล้วล้างด้วยน้ำเปล่า 2 – 3 รอบ นำไปปั่น ผสมน้ำเปล่าแล้วคั้นให้เหลือแต่น้ำ ได้น้ำสีชมพูอ่อนๆ หรือน้ำตาลอ่อนๆ จากนั้นต้มกับน้ำตาล เมื่อนำน้ำลำแพนมาผสมกับความหวานแล้วจะให้รสออกเปรี้ยวหวานคล้ายน้ำบ๊วยหรือน้ำมะขาม
สมัยก่อนชาวบ้านใช้ลำแพนมาทำอาหารเพราะเป็นพืชไม่กี่ชนิดที่ให้รสชาติเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวหรือมะดันได้ จึงนิยมนำมาทำเป็นน้ำพริกลำแพน ต้นลำแพนมักโตตามธรรมชาติเพราะเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีการขยายพันธุ์นำไปปลูกในกระถางแต่พบได้น้อย
เมื่อช่วงต้นปี 2568 คุณนุ่ม – ฐิติพรรณ เชื้อสวัสดิ์ จาก (S’more town) @ Art Lab สถาปนิกชุมชนและผู้ช่วยนักวิจัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมในงาน “เทศกาลฟาร์มทะเลกรุงเทพฯ” (Seafarm Festival Bangkok) ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบกิจกรรมพัฒนาชุมชนบนฐานเศรษฐกิจสีเขียวด้านอาหารทะเลและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดย ภาควิชาผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับความร่วมมือจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทั้งในเขตพื้นที่บางมดและบางขุนเทียน คุณนุ่มจึงได้เรียนเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เชฟแบรด – แบรด ชื่นสมทรง ผู้เข้าแข่งขันรายการ MasterChef Thailand Season 5 ศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ (มจธ.) และ คุณปอ – สาธิมา ฐากูระสมพงษ์ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและ food stylist มาร่วมพัฒนาเมนูอาหารจากป่าชายเลน จุดสำคัญคือการตั้งโจทย์จากประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายของพืชป่าชายเลนกินได้ เพราะทางมจธ. เห็นความสำคัญของพืชป่าชายเลนในเขตบางมดและเขตบางขุนเทียน ต้องการร่วมมือกับชุมชนฟื้นฟูผืนป่าชายเลนเดิมให้กลับคืนมา
เริ่มแรกคุณนุ่มและคณะวิจัยซึ่งนำโดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี และอาจารย์เกียรติกมล นิลาภรณ์ ได้ทำงานร่วมกับชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่นึกออกแต่เมนูอาหารคาวจากสัตว์ทะเล เพราะทำวังกุ้ง วังหอย แต่พืชผักนั้นจะมีเพียงชะครามที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารในร้านอาหาร นอกจากนี้ ผศ.วราลักษณ์ แผ่นสุวรรณ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบมจธ. ได้แนะนำให้ลองค้นหาพืชป่าชายเลนที่กินได้ และลองทำขึ้นมาในคณะก่อน จากนั้นตุณนุ่มจึงได้ศึกษาและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากปราชญ์ชุมชนหลายท่านในพื้นที่พบว่า สมัยก่อนนอกจากชะคราม ชาวบ้านเคยนำพืชป่าชายเลนหลายชนิดมาประกอบอาหาร ตลอดจนโรงเรียนในพื้นที่ทั้งโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์และโรงเรียนพิทยาลงกรณ์พิทยาคม ก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาอาหารจากพืชป่าชายเลนเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่แพร่หลายนัก
หลังจากกระบวนการข้างต้น คุณนุ่มจึงได้ให้ข้อมูลกับเชฟแบรดและคุณปอว่า พืชที่กินได้แต่ละชนิดมีหน้าตา กลิ่น รสชาติ และสัมผัสเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านจึงแนะนำออกมาเป็นเมนูของหวานเพราะต่างเห็นว่ายังไม่มีของหวานที่เป็นเมนูซิกเนเชอร์ของพื้นที่นี้เลย ประกอบกับองค์ประกอบน่าสนใจจากวัตถุดิบที่เลือกใช้ น่าจะทำให้คนรับประทานรู้สึกสนุกเหมือนได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในแต่ละองค์ประกอบ นอกจากนี้ คนไทยกับอากาศร้อนแบบบางขุนเทียน ของหวานเย็นๆ น่าจะตอบโจทย์ จึงออกมาเป็นเมนู “น้ำแข็งไสป่าชายเลน” จากนั้นคุณนุ่มนำข้อมูลไปขอความคิดเห็นและคำปรึกษาจากชุมชนอีกครั้ง ทุกคนต่างเห็นด้วย เพราะเมนูคาวต่างมีดีของกันและกันตามสูตรเฉพาะของตัวเอง แต่ในพื้นที่ไม่เคยมีของหวานแบบนี้มาก่อน
เมื่อได้รู้ที่มาที่ไปของเมนูนี้แล้ว น้ำแข็งไสป่าชายเลนจึงไม่ใช่แค่เมนูของหวานที่ใส่น้ำแข็งแล้วเพิ่มเครื่องทั่วไป แต่เป็นการพัฒนาพืชป่าชายเลนให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่โดยเป็นการทำงานร่วมกันของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ นักพัฒนาชุมชน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และชุมชนร่วมกัน ซึ่งแฝงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นประเด็นหลัก หวังให้ผู้คนเห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายในผืนป่าชายเลน ช่วยกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ให้เกิดความหลากหลาย ไม่ใช่การปลูกแค่ต้นโกงกางเพียงอย่างเดียว เพราะพืชพรรณป่าชายเลนส่วนใหญ่มักจะมีรากที่แข็งแรงใช้ยึดตลิ่งได้ ช่วยกรองสิ่งสกปรกของน้ำก่อนลงสู่ทะเล เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์น้ำ ทั้งยังเป็นพื้นที่ดูดซับคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
เจ้าของเรื่อง
ฐิติพรรณ เชื้อสวัสดิ์ (นุ่ม)
ผู้เขียน
นันทนา พวงนาค
บรรณาธิการ
นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์
ภาพ
นันทนา พวงนาค, ปพิชญา สนานุรักษ์วรกุล, ขันติ อร่ามศรี, www.chula.ac.th/news