Mangrove Forests: An Urban Green Sanctuary Cutting Carbon in the Heart of the Community “ธรรมชาติเก่งมากเลย สร้างป่าชายเลนไว้แถวปากแม่น้ำตลอดทุกสาย เป็นพื้นที่สีเขียวด่านสุดท้ายในการกรองของเสียก่อนปล่อยน้ำลงสู่ทะเล ทำให้น้ำสะอาด เติมออกซิเจนให้กับพืชและสัตว์น้ำ แล้วยังช่วยลดคาร์บอนด้วย” ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม สรุปความสำคัญของป่าชายเลนให้เราเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน วันนี้ครูแดงพาเรามาสังเกต ตั้งคำถาม ให้เกิดการเชื่อมโยงของพืชและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนแบบเริ่มที่ “เรียนรู้” จนกลายเป็น “ความรู้” ในที่สุด ทำไมพื้นที่เขตบางมดและบางขุนเทียนถึงมีป่าชายเลน สรุปสั้นๆ ได้ว่า เพราะพื้นที่เขตบางมดและเขตบางขุนเทียนตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่คอยหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตและนำพาสิ่งต่างๆ ลงสู่อ่าวไทยตอนใน อธิบายเพิ่มเติมคือ ป่าชายเลนจะเกิดในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเกิดใหม่ โดยเริ่มจากมีตะกอนดินที่ไหลมารวมกับน้ำในแม่น้ำ เมื่อมาถึงปากแม่น้ำบริเวณที่น้ำจืดไหลลงมาพบกับน้ำเค็ม ระหว่างน้ำทะเลขึ้นสูงสูงสุดถึงน้ำทะเลลงต่ำที่สุด น้ำจะไหลช้าลงและน้ำมีรสกร่อย ตะกอนดินจะจมลงทับถมกันจนเป็นผืนแผ่นดินใหม่ เรียกว่า หาดเลน ต่อจากนั้นจะมีต้นไม้ขึ้น จากต้นไม้หนึ่งต้นรวมกันเป็นหลายๆ ต้น หลายๆ ชนิดพันธุ์ ขึ้นหนาแน่นจนเป็นผืนป่า เราเรียกป่าที่เกิดในบริเวณหาดเลนนี้ว่า ป่าชายเลน ซึ่งเขตบางมดและเขตบางขุนเทียนรับน้ำจากแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำแม่กลอง ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย ไม่ใช่ทุกประเทศในโลกจะมีป่าชายเลน เพราะสังคมพืชป่าชายเลนเกิดขึ้นเฉพาะเขตร้อน เขตร้อนชื้น ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวหรือใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก หรือเขตกึ่งร้อนบางแห่ง ประเทศที่มีป่าชายเลน เช่น อินโดนีเซีย ไนจีเรีย บราซิล ออสเตรเลีย เม็กซิโก มาเลเซีย คิวบา มาดากัสการ์ และประเทศไทยมีจังหวัดที่มีป่าชายเลนรวม 23 จังหวัด ป่าชายเลน “คฤหาสน์สีเขียว” ครูแดงพาเราสังเกตว่า พืชป่าชายเลนมักมีใบหนาเป็นแผ่นมัน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและใบมีลักษณะอวบน้ำ เพราะพืชต้องการรักษาปริมาณน้ำไว้นั่นเอง บางต้นมีเกล็ดสีขาวใต้ใบก็คือเกลือ ทั้งหมดเป็นเพราะการปรับตัวของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ให้อยู่รอดในบริเวณชายฝั่งมีกระแสน้ำขึ้นลง หรือบริเวณน้ำที่มีความเค็มจัด และแพร่กระจายพันธุ์ต่อไปได้ “ถ้าเห็นต้นแสม เรารู้ได้เลยว่าพื้นที่ที่เราอยู่ติดทะเลแน่นอน” นี่เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตง่ายๆ ที่ทำให้เราเข้าใจสังคมพืชได้อย่างดี เพราะต้นแสมจะเติบโตในพื้นที่น้ำเค็ม นอกจากนี้ ต้นไม้แต่ละชนิดที่ขึ้นจะแตกต่างกันไปตามชนิดของดิน เนื่องจากพื้นที่ป่าชายเลนเป็นบริเวณรอยต่อระหว่างน้ำทะเลขึ้นสูงสูงสุดถึงน้ำทะเลลงต่ำที่สุด ดังนั้นทำให้จะมีบางพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงตลอดเวลาเป็นดินเลน บางช่วงเป็นน้ำกร่อย และบางแห่งเป็นพื้นที่สูงน้ำท่วมถึงบางครั้ง จึงทำให้มีพืชหลากหลายชนิด แยกตามลักษณะความแข็งของดินและระดับความเค็มของน้ำ (ยิ่งติดทะเล ดินยิ่งอ่อนตัวและมีความเค็มจัด) คร่าวๆ ได้ดังนี้ ต้นที่พบบริเวณที่มีระดับความเค็มของน้ำสูง เช่น ไม้แสม ต้นที่ชอบขึ้นในดินเลนอ่อน บริเวณน้ำท่วมถึงและมีน้ำขึ้นน้ำลงเป็นประจำ เช่น แสมทะเล แสมขาว โกงกาง ต้นที่ชอบขึ้นในดินเลนแข็ง น้ำท่วมบางครั้ง เช่น กลุ่มไม้โกงกาง กลุ่มไม้พังกาหัวสุม กลุ่มไม้ฝาด ไม้ตะบูน ตีนเป็ดทะเล สำมะง่า ต้นที่ชอบขึ้นในที่ดินเลนแข็งและเป็นพื้นที่สูง น้ำท่วมถึงเมื่อน้ำขึ้นสูงสุด เช่น ตาตุ่มทะเล หงอนไก่ทะเล ไม้เป้ง แล้วต้นจากขึ้นตรงไหน ส่วนมากพบต้นจากบริเวณที่เป็นดินเลนปนทราย อยู่ตามริมชายฝั่งทะเลในเขตน้ำกร่อย ธรรมชาติของป่าชายเลนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้นมีขนาดใหญ่และสูงมาก ใบขึ้นติดกันเป็นกลุ่มและขึ้นหนาแน่นมาก จึงเปรียบป่าชายเลนเป็นเหมือน “คฤหาสน์สีเขียว” ซึ่ง ป่าชายเลนไม่เท่ากับต้นโกงกางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพืชอื่นๆ ขึ้นร่วมด้วย ซึ่งมีประมาณ 168 ชนิด จาก 118 สกุล 54 วงศ์ เช่น แสม ลำพู ลำแพน ตะบูน โปรง ปรงทะเล ชะคราม สมอทะเล เหงือกปลาหมอ เทียนทะเล ถั่วขาว ป่าชายเลนคฤหาสน์สีเขียวใน “ชุมชนใหญ่” ยิ่งป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์มากเท่าไหร่ คฤหาสน์สีเขียวก็ยิ่งมีสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่หลายชนิดมาอาศัยและพึ่งพิงมากเท่านั้น กลายเป็น “ชุมชนใหญ่” ของพืชและสัตว์นานาชนิด ทั้งนี้ ระบบนิเวศป่าชายเลนช่วยให้เราเข้าใจการพึ่งพาอาศัยกันและกันมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อใบไม้ในป่าชายเลนร่วงหล่นลงบนผิวดินเลนจะถูกสัตว์ตัวเล็กๆ และปูกินเป็นอาหาร ปูขับถ่ายออกมาเป็นมูล หอยกินมูลปูเข้าไป เมื่อขับถ่ายออกมากากอาหารจะเล็กมากและอยู่บริเวณผิวดินเลน สัตว์หน้าดินและไส้เดือนก็กินเป็นอาหาร เมื่อไส้เดือนลงรูแล้วขับถ่ายออกมา มูลไส้เดือนก็กลายเป็นธาตุอาหารของพืช พืชจะดูดซับธาตุอาหารกลับไปเป็นอาหารและเจริญเติบโตต่อไป ที่สำคัญคือ เมื่อน้ำจืดไหลลงมาผสมกับน้ำเค็มของทะเลที่บริเวณปากแม่น้ำ พื้นที่ช่วงนั้นจะกลายเป็นน้ำกร่อย สัตว์น้ำและพืชขนาดเล็กจะเจริญเติบโตมีจำนวนมาก และบางชนิดก็เป็นอาหารของสัตว์น้ำในทะเลอีกต่อหนึ่ง จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำกลายเป็นแหล่งหาอาหารของสัตว์น้ำต่างๆ เป็นจำนวนมาก ตลอดจนเป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นที่ใช้ออกลูกและหาอาหารกินในวัยอ่อนด้วย ทั้งนี้ ความหลากหลายและจำนวนของสัตว์ในป่าชายเลนเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ของป่า ถ้าเราสังเกตก็จะรู้ได้ทันที เช่น ผึ้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ปลา บ่งบอกถึงความสะอาดของน้ำ ปลาตีน บ่งบอกถึงดินเลนที่ไม่มีสารปนเปื้อน ปูแสม ปูก้ามดาบ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของอินทรียวัตถุหน้าดิน นก บ่งบอกว่ามีสัตว์หน้าดินจำนวนมาก ป่าชายเลนคฤหาสห์น์เขียวในชุมชนใหญ่ที่ “ช่วยโลกลดคาร์บอน” การปรับตัวของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งได้พัฒนาใบ ราก และลำต้นให้มีแตกต่างจากพันธุ์ไม้บกทั่วไป ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสภาพแวดล้อมพิเศษตามการขึ้นลงของน้ำทะเลและความเค็มของน้ำเท่านั้น ยังเป็นกำแพงช่วยกำบังคลื่นและกระแสลมให้ดินชายฝั่งทะเลด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการช่วยโลกลดคาร์บอน เริ่มจากส่วนเห็นได้ชัดเจนและสำคัญที่สุดคือ ราก รากที่เรามักคุ้นตาคือรากจากต้นโกงกางซึ่งเป็นรากค้ำยัน แต่จริงๆ แล้ว พืชป่าชายเลนมีทั้งรากใต้ดินและรากอากาศ เนื่องจากในดินเลนมีช่องว่างน้อยและมีน้ำท่วมขัง พืชป่าชายเลนจึงสร้างรากอากาศขึ้นมาเพื่อช่วยในการหายใจและเติบโต สังเกตได้จากรากที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินที่มีลักษณะเป็นแท่งดินสอหรือแท่งทรงกรวยคว่ำ เหตุผลที่ต้องโตขึ้นมาเพราะมีน้ำท่วมเกือบตลอดเวลาซึ่งเกิดจากการขึ้นลงของน้ำทะเลนั่นเอง นอกจากนี้ ฝัก คือส่วนที่เป็นสีเขียวห้อยยาวลงมาซึ่งแตกออกมาตามกิ่งก็เป็นรากของพืชด้วย นั่นคือรากอากาศ ยิ่งมีรากจำนวนมาก ก็ยิ่งช่วยแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนมาก ถ้าเรามองเข้าไปใกล้ๆ ราก จะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ที่รากและลำต้น ตรงปมแต่ละปมตรงเป็นจุดที่ช่วยเติมอากาศดีลงไปในน้ำ รากช่วยดึงคาร์บอนและสารปนเปื้อนในน้ำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง และปลดปล่อยออกซิเจนลงสู่น้ำ ทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ ที่ราก ซึ่งเติมอากาศดีลงในน้ำก่อนไหลลงสู่ทะเล เราจะเห็นว่า ใบของพืชป่าชายเลนมักมีสีเข้มและหนาเป็นพิเศษเพื่อเก็บน้ำ และใบมีผิวมันเพื่อลดการคายน้ำ ยิ่งใบสีเข้ม พืชยิ่งสังเคราะห์แสงโดยการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาจากอากาศได้มาก นอกจากนี้ ยิ่งต้นไม้ขนาดสูงมาก ใหญ่มาก ใบหนาแน่นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสังเคราะห์แสงได้มากขึ้นไปด้วย ด้วยลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งเป็นพืชที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีการสังเคราะห์แสงในอัตราที่สูง หมายความว่าช่วยดึงคาร์บอนจากอากาศลงมาในปริมาณมาก นอกจากเก็บคาร์บอนในอากาศได้แล้ว ป่าชายเลนยังช่วยเก็บคาร์บอนลงดินได้ด้วย ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พืชชนิดต่างๆ ในป่าชายเลนเป็นตัวกักเก็บตะกอนดิน ทำให้เกิดการสะสมและสร้างหาดเลน เกิดเป็นผืนแผ่นดินใหม่ขึ้น พอมีแผ่นดินมากขึ้นก็เหมือนเป็นคลังเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น โดยกระบวนการเก็บคาร์บอนลงดินเริ่มจากเมื่อพืชสังเคราะห์แสงเสร็จ คาร์บอนที่พืชเก็บหรือดึงมาได้จะถูกส่งผ่านไปยังราก ใบไม้ และมีส่วนหนึ่งหลุดไปยังดินกลายเป็นซากพืชที่ส่งต่อคาร์บอนให้กับดิน คาร์บอนในดินกลับเข้าสู่อากาศไม่ได้เพราะมีการขึ้นลงของน้ำอยู่ตลอดเวลา เป็นสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ ส่งผลให้คาร์บอนติดอยู่ในดินนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป่าชายเลนลดคาร์บอนได้สูงกว่าป่าทั่วไป เพราะมีการเก็บคาร์บอนหลายช่องทาง และแต่ละทางก็มีประสิทธิภาพในการกักเก็บเฉพาะตัว ซึ่งพืชบริเวณป่าบกทำเช่นนี้ไม่ได้ ครูแดง ผู้เกษียณจากห้องเรียน แต่ยังสอนต่อในห้องเรียนธรรมชาติ ครูแดง เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม ครูชำนาญการผู้อุทิศตัวให้กับ “การเรียนรู้ป่าชายเลน” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ได้รับรางวัลบูรณาการสิ่งแวดล้อมสู่สาระการเรียนรู้ดีเด่นและอีกหลายรางวัลด้านพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นขึ้นทดลองใช้ภายในโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ รวมถึงเป็นผู้ผลักดันริเริ่มให้เกิดเทศกาล “กินปูดูทะเล” ครั้งแรกที่เขตบางขุนเทียนอีกด้วย แม้ว่าครูแดงจะเกษียณอายุราชการจากการสอนหนังสือแล้ว แต่ครูแดงยังไม่หยุดสอน ไม่หยุดให้ความรู้เพราะเล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ป่าชายเลน เพียงเปลี่ยนจากโรงเรียนมาเปิดห้องเรียนธรรมชาติแทน ให้ความรู้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ การสอนของครูแดงเน้นให้เราได้สังเกต ทดลองชิม ทดลองทำจากประสบการณ์จริง เช่น การแยกชนิดของต้นไม้จากราก ใบ และฝัก นอกจากนี้ยังใช้คำถามกระตุ้นความคิดแทนการบอกคำตอบโดยตรง เพื่อส่งเสริมให้คิด วิเคราะห์ และค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง เจ้าของเรื่อง เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม (ครูแดง) ผู้เขียน นันทนา พวงนาค บรรณาธิการ นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ภาพ หนังสือพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลอ้างอิง หนังสือหาดเลน หนังสือป่าชายเลน หนังสือต้นไม้บ้านเรา และหนังสือสัตว์ป่าชายเลน โดยเกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม, หนังสือพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Facebook: environman.th
Empowering Youth through Maternal Leadership: Leading Bang Mot Canal Toward a Low-Carbon Future
Empowering Youth through Maternal Leadership: Leading Bang Mot Canal Toward a Low-Carbon Future หากคุณเดินทางมาที่คลองบางมดในวันนี้ คุณอาจพบผู้หญิงคนหนึ่งที่พรั่งพร้อมด้วยรอยยิ้มและความมุ่งมั่น ครูมีนา – ยุวดี เรืองพานิช ผู้จุดประกายให้ตลาดมดตะนอย คลองบางมด กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากคลองที่เงียบเหงาสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสัน เริ่มต้นจากความรักในศิลปะและถิ่นฐาน ครูมีนาเกิดและเติบโตที่คลองบางมด เคยเห็นยุคทองของสวนส้มบางมดในอดีต และเห็นความเปลี่ยนแปลง คนในชุมชนอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยพูดคุยกัน หน้าบ้านที่เคยมีเรือวิ่งกลับเงียบไป กลายเป็นหลังบ้านเพราะมีถนนเข้ามาแทน ครูมีนารู้สึกว่าแม้คลองจะสวย แต่คนไม่ค่อยเดินริมคลอง เพราะตอนกลางคืนนั้นมืดและอันตราย เธอจบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์ (Information Science and Library Science) มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงเอาความรู้ด้านไอทีมาใช้ในการทำงาน ประกอบกับหัวใจที่รักในงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ จึงเริ่มต้นจากการงานสกรีนของขวัญขายทางออนไลน์ ทำเว็บไซต์ของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ทำงานอยู่ที่บ้านและเลี้ยงลูกไปด้วย จนเวลาผ่านมาหลายสิบปี ปัจจุบันนี้เธอผันตัวมาทำงานชุมชนเต็มตัวหลังถูกชวนร่วม “บางมดเฟส” ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 บางมดเฟส: จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชุมชนตื่นตัว เริ่มต้นจากการจัดทริปปั่นจักรยาน และถูกชักชวนให้นำงานศิลปะของเด็กๆ ซึ่งครูมีนาช่วยสอนที่มัสยิดนูรุลหุดาอยู่แล้ว) มาจัดแสดงและจำหน่าย ทำให้เริ่มเห็นศักยภาพของพื้นที่ริมคลองบางมดอีกครั้ง หลังจากจบงานบางมดเฟสครั้งแรก เธอเริ่มลงพื้นที่ชวนชาวบ้านทีละบ้าน พร้อมริเริ่มออกแบบกิจกรรมให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 กิจกรรมแรกที่จัดเป็นกิจกรรมที่ครูมีนาทำขายอยู่แล้ว เช่น การระบายสีพวงกุญแจ พร้อมทำระบบคูปองอาหารให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มเติม และได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อนักท่องเที่ยวทยอยมาจนเต็มทุกทริป นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า “ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่พวกเขามี” ผ่านวิกฤตโควิด (COVID-19) ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เมื่อโควิดระบาด ครูมีนาปรับตัวด้วยการขยายเวิร์กช็อปงานศิลปะที่บ้าน จากเปิดรับเดือนละครั้งเป็นทุกสัปดาห์ และสร้างทีมเยาวชนจากเด็กในชุมชนที่หยุดเรียนมาเป็นเจ้าหน้าที่คอยดูแล เนื่องจากมีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต ที่ทำให้ชาวบ้านมุ่งเน้นแต่รายได้จนขาดความมีน้ำใจ จึงยอมลดกิจกรรมบางอย่างเพื่อให้เหลือแต่คนที่ตั้งใจจริง โควิดช่วยให้เกิดความสมดุลนี้โดยบังเอิญ ที่สำคัญคือช่วงนี้เองที่ทำให้เธอค้นพบว่า การท่องเที่ยวต้องไม่เพียงสร้างเงินเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย คาร์บอนต่ำ: ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากแรงบันดาลใจผ่านโครงการ Co-creating Bang Mot Urban Green-Blue Community Tourism for Resilient Bangkok ภายใต้โปรแกรม Catalyzing City Resilience Solutions Program จึงเกิดแนวคิดอยากพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่คลองบางมด นำร่องร่วมกับผู้ประกอบการ (SMEs) ในพื้นที่ริมคลองบางมด ครูมีนามองว่า การท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจะนำมาซึ่งมลพิษ เช่น ขยะ แม้จะได้รายได้ดีก็ตาม จึงรปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้เป็น “จำนวนกิจกรรมน้อยลงแต่มีคุณภาพ” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้รายได้ยังคงเดิม เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีจำกัด ในที่สุด ครูมีนาได้พาชุมชนเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวแบบลดคาร์บอน โดยพัฒนาเวิร์กช็อปใช้สีธรรมชาติจากใบไม้ท้องถิ่น และลดการใช้พลาสติกแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากสิ่งที่เข้าใจง่ายและทำได้จริง อาทิ การเลือกทำเวิร์กช็อปที่ไม่ปล่อยความร้อน (ไม่ใช้แก๊ส ไม่ใช้ไฟฟ้า) เช่น แต่งหน้าขนมปัง ระบายสีแก้ว/จาน นอกจากนี้ครูมีนาเริ่มศึกษาเรื่องการลดคาร์บอนจากการทำอาหาร (เตาไฟฟ้าเทียบกับเตาแก๊ส) สิ่งที่ครูมีนาทำ สร้างแรงกระเพื่อมให้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจเรื่องการแยกขยะมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าตึงเกินไปชาวบ้านจะปรับตัวไม่ทัน เธอเชื่อว่า “การท่องเที่ยวที่ดีควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ” เพื่อให้คลองบางมดสวยงามอย่างยั่งยืน หลายคนที่ได้มาเยือนที่บ้านมุมิน Workshop Art หรือบ้านของครูมีนา ต่างประทับใจในความร่มรื่นและสนใจต้นไม้ในพื้นที่รอบบ้าน เกิดแรงบันดาลใจและอยากกลับไปปลูกต้นไม้เพิ่มที่บ้าน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า ทุกคนต้องการพื้นที่สีเขียว และต้องการอากาศที่สะอาด เธอเชื่อว่า ทิศทางคาร์บอนต่ำจะได้รับการยอมรับ เพราะผู้คนเห็นผลกระทบของมลพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ชัดเจนขึ้น สร้างคน สร้างอนาคต ครูมีนามองไกลไปถึงการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตเป็นกำลังสำคัญของคลองบางมด ให้กลายเป็นผู้นำชุมชน โดยฝึกให้ทดลองเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้ประกอบการ และเป็นไกด์เยาวชน ให้เด็กๆ ออกแบบกิจกรรมและบริหารงานด้วยตัวเอง เธอใช้หลัก “เข้าใจจุดแข็งของแต่ละคน” เพราะบางคนมีความคิดสร้างสรรค์ บางคนเก่งการจัดการ นอกจากเข้าใจคนแล้ว ต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับงานด้วย เพราะมากกว่าการลงไปสอนเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการภาพรวมและมอบหมายงาน เพื่อช่วยไม่ให้งานหยุดชะงักและสร้างความยั่งยืน ทุกวันนี้มีเด็กๆ กว่า 10 ชีวิต ซึ่งกำลังศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 5 มีเยาวชนที่กำลังเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 5 คน และมีคนรุ่นใหม่ที่จบมหาวิทยาลัย สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน ครูมีนาชี้แนะแนวทางในการทำงานแก่พวกเขา เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ มีประสบการณ์ และเข้าใจระบบการทำงานในองค์กร ก่อนจะกลับมาช่วยงานชุมชนอย่างจริงจัง ข้อความจากใจครูมีนา “เราอยากให้คลองบางมดเป็นต้นแบบของชุมชนที่น่าอยู่ เราสามารถนำแนวคิดพื้นที่สีเขียวหรือการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น พกกระบอกน้ำ ลดการใช้หลอดพลาสติก แค่นี้ก็ช่วยโลกได้แล้ว… และที่สำคัญ อยากให้ทุกคนมาสัมผัสความสุขง่ายๆ ที่ริมคลองแห่งนี้ด้วยตัวเอง” ครูมีนาไม่ใช่แค่ครูสอนศิลปะ แต่เธอคือผู้สร้างแรงบันดาลใจที่พิสูจน์ว่า การเริ่มต้นจากความรักในถิ่นฐานและความมุ่งมั่นเล็กๆ สามารถเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง บ้านมุมิน Workshop Art บ้านทำกิจกรรมศิลปะ เลขที่ 49 ซอยพุทธบูชา 36 แยก 8/1 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร โครงการ Co-creating Bang Mot Urban Green-Blue Community Tourism for Resilient Bangkok รายละเอียดเพิ่มเติม https://resilientcitiesnetwork.org/resilient-communities-on-the-waterfront-bangkok/ เจ้าของเรื่อง ยุวดี เรืองพานิช (ครูมีนา) ผู้เขียน วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ บรรณาธิการ นันทนา พวงนาค ภาพ บ้านมุมิน Workshop Art, www.thaihealth.or.th, 3C Project
“Na Bo,” the pioneer behind Bangkok’s first-ever electric long-tail boat—revolutionizing eco-travel at Khlong Bang Mod
Meet “Na Bo,” the pioneer behind Bangkok’s first-ever electric long-tail boat—revolutionizing eco-travel at Khlong Bang Mod. สนธยา เสมทัพพระ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า น้าโบ๋ ผู้บุกเบิกเปลี่ยนเรือหางยาวจากเครื่องยนต์สันดาปสู่เรือไฟฟ้าแห่งแรกของคลองบางมด ใครจะรู้ว่าน้าโบ๋และเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อน พัฒนาพื้นที่บางมดมานานหลายสิบปีนี้ เพิ่งย้ายมาอาศัยที่บ้านริมคลองเมื่อปี พ.ศ. 2565 นี่เอง แต่การย้ายบ้านครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้ถูกพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะเรือที่อยู่คู่วิถีคนคลองมาอย่างยาวนาน “เราชอบเรือมาตั้งแต่วัยรุ่น ชอบเดินทางด้วยเรือ” น้าโบ๋เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของตนเองกับเรือ เริ่มชื่นชอบเรือตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี (ย้อนไปกว่า 30 ปีที่แล้ว) แม้ว่าบ้านจะไม่ได้อยู่ติดคลอง แต่เพราะใจรักในการเดินทางด้วยเรือ จึงเริ่มขับเรือเพื่อกิจกรรมสันทนาการกับเพื่อนๆ ขับเรือจากบางหว้าแล่นออกทะเลอ่าวไทยบ้าง ไปดอนหวายบ้าง คลองดำเนินสะดวกบ้าง ไปจนถึงอัมพวา เนื่องจากความสนใจและความหลงใหลในเรือมาตลอด ทำให้น้าโบ๋ทยอยซื้อเรือมาเรื่อยๆ ซื้อเก็บบ้าง ขายต่อบ้าง จนถึงขั้นเปิดให้เช่าเรือคายักเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 แต่เพราะธุรกิจนี้ “มาเร็วไปหน่อย” จึงได้รับผลตอบรับน้อย ทว่าน้าโบ๋ยังคงเก็บความฝันนี้ไว้ในใจ และทำความฝันนั้นได้สำเร็จในปัจจุบัน ได้เปิดกิจการเช่าเรือคายักและเรือหางยาวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติและความบริสุทธิ์ในพื้นที่สีเขียว ธุรกิจนี้จึงได้รับการตอบรับอย่างดี จนเป็นที่รู้จักในย่านคลองบางมด มีอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ทั้งชาวไทยและต่างชาติ แวะมาทำคอนเทนต์อยู่เป็นประจำ แม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาสร้างบ้านริมคลองเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่น้าโบ๋ก็ใช้ชีวิตแถวเขตบางขุนเทียน และร่วมพัฒนางานริมคลองบางมดมาตั้งแต่พ.ศ. 2558 กับกลุ่ม 3C Project ซึ่งมาจาก Cycling (จักรยาน) Canal (คลอง) และ Community (ชุมชน) ที่คนรักคลอง รักชุมชน เมือง และรักจักรยาน มารวมตัวกันเพื่อพัฒนาชุมชนให้มีชีวิตและสุขภาพที่ดี ตามที่เราเห็นงานพัฒนาริมคลองในทุกวันนี้ เช่น กำแพงศิลปะที่เปลี่ยนจากพื้นที่รกร้างเป็นกำแพงงานศิลป์ ผลักดันให้ภาครัฐช่วยทำทางเดินริมคลองให้เชื่อมต่อกันในจุดที่ทางขาด เพื่อให้ชาวบ้านใช้งานได้ประโยชน์สูงสุด เป็นแนวทางการพัฒนาเมืองที่ใช้เส้นทางจักรยานในการเชื่อมต่อชุมชน การท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนการเปลี่ยนเรือหางยาวเป็นระบบไฟฟ้าเพราะเห็นคุณค่าว่า เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราจึงต้องดูแลซึ่งกันและกัน เมื่อความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า ความหลงใหลในเรือ ความผูกพันของวิถีชีวิตริมคลอง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาบรรจบกัน…จึงถึงวันที่ปรับจากเรือเครื่องยนต์เป็นเรือไฟฟ้า ในช่วงแรกที่การพัฒนาเรือไฟฟ้ายังเป็นเรื่องยากเนื่องจากยังไม่มีใครทำมาก่อนในประเทศไทย ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก น้าโบ๋จึงได้แต่รอจังหวะที่ราคาเหมาะสม และพยายามศึกษาข้อมูลด้านนี้ด้วยตัวเองอยู่ตลอด จนกระทั่งถึงช่วงที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและมีราคาถูกลง ก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง ตอนต้นได้รับความช่วยเหลือจาก คุณซัน – ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ จากเรือไฟฟ้าสุขสำราญที่ให้ยืมเครื่องเรือหางยาวไฟฟ้าขนาดเล็กมาทดสอบ และได้ไปศึกษาเรือโดยสารไฟฟ้าจากคุณบาส จรัสวิทย์ ณ บางช้าง ที่ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ด้วยพื้นฐานการศึกษาด้านอิเล็กทรอนิกส์ ประสบการณ์ฝึกงานเกี่ยวกับไฟฟ้ากำลัง และชื่นชอบการ DIY เครื่องยนต์ น้าโบ๋จึงเชี่ยวชาญและสามารถดัดแปลงเรือได้ เมื่อเทคโนโลยีได้พัฒนามากขึ้น มีข้อมูลให้ศึกษามากขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ตอันได้ผลพวงมาจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้าและเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังเป็นที่นิยม การเปลี่ยนเรือหางยาวจากระบบเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่ใช่เรื่องยากและอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ประกอบกับตนเองเป็นผู้ที่ใช้เรือในชีวิตประจำวันและรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถึงเวลาเปลี่ยนเป็นเรือไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ (Araya Bang Mot Creative Canal Community Enterprise) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทำไมต้องเรือไฟฟ้า เรือเครื่องก็ดีอยู่แล้ว เรือไฟฟ้าดีจริงหรือแค่กระแสพาไป เปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสีย ระหว่างเรือเครื่องยนต์กับเรือไฟฟ้า จากประสบการณ์ตรงของน้าโบ๋ เรือเครื่องยนต์ เรือไฟฟ้า แหล่งพลังงาน น้ำมันดีเซล/น้ำมันเบนซิน แบตเตอรี่ การสิ้นเปลืองพลังงาน ต้องติดเครื่องยนต์เดินเบาทิ้งไว้เสมอเพื่อความสะดวกในการออกเรือได้ทันทีและการสตาร์ตบ่อยทำให้ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์เสื่อมเร็วและเปลืองน้ำมัน เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ต่อตรง ถ้าไม่ดับเครื่อง ใบจักรจะหมุนอยู่ตลอดหมายความว่าเครื่องทำงานตลอดเวลา ถ้าไม่ให้เรือเดินหน้าต้องยกหางลอย หรือไม่ก็ต้องดับเครื่อง แต่มักไม่มีใครทำเพราะต้องสตาร์ตใหม่ ใช้พลังงานเฉพาะคือใช้พลังงานเมื่อเร่งเครื่องเท่านั้น ถ้าจอดนิ่งๆ เรือจะไม่กินกระแสไฟเลยหรือกินน้อยมาก การเข้าเกียร์ ต้องยกหางเรือขึ้นก่อนแล้วค่อยดันเข้าเกียร์จะช่วยเบาแรง เพราะถ้าหางจุ่มน้ำแล้วเข้าเกียร์จะหนักมือ แล้วเกียร์จะอาจจะสึกหรอเร็ว โยกสวิตช์เพื่อเดินหน้าหรือถอยหลังได้ทันทีแม้หางเสือจะจุ่มน้ำอยู่ เกียร์ถอยหลัง เรือลำเล็กต้องดับเครื่องแล้วใช้ไม้พายช่วยพายถอยหลัง (เฉพาะเรือลำใหญ่ ขนาด 3 วาขึ้นไป มักมีเกียร์ถอยหลัง) เรือลำเล็กก็ติดตั้งสวิตช์ถอยหลังได้ ทำให้เรือถอยหลังได้ทันที ความเร็ว เร็วมาก แต่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ เช่น สร้างคลื่น ทำให้น้ำเซาะตลิ่งดินพัง ขับเร็วได้ แต่ต้องคำนวณกระแสไฟและระยะทาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีข้อมูลให้ดูจากมอนิเตอร์ที่แสดงค่าความเร็ว – การใช้กระแส – เปอร์เซนต์แบตเตอรี่ที่เหลือ มลภาวะทางเสียง เสียงดังมาก พูดคุยกันยาก ไกด์ต้องใช้เครื่องขยายเสียง เงียบมาก มีแค่เสียงมอเตอร์เล็กน้อยเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า พูดคุยบนเรือได้ยินชัดเจน มลภาวะทางอากาศ ปล่อยไอเสียและกลิ่นควันจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์แม้เวลาจอดเรือนิ่งๆ คนขับเรือและผู้โดยสารมักได้กลิ่นเมื่อควันตีย้อนเข้าเรือจากลมตีหวน ไม่มีการปลดปล่อยไอเสียและควัน มลภาวะทางน้ำ การรั่วซึมของปะเก็นบนเรือ โดยเพาะเครื่องยนต์เก่า ต้องคอยเช็ดออกและทิ้งเป็นขยะ ความร้อน มีความร้อนสะสม ต้องใช้ระบบระบายความร้อนโดยการดึงน้ำจากในคลองวิ่งผ่านเสื้อสูบมาหล่อเลี้ยงให้เครื่องเย็นลง กลายเป็นน้ำอุ่นแล้วระบายกลับลงแหล่งน้ำ มีความร้อนสะสมน้อยกว่า สามารถระบายความร้อนแบบใช้น้ำหรือใช้พัดลมระบายความร้อนได้ การบำรุงรักษา หลายรายการ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ระบบสตาร์ตต่างๆ ระบบไดชาร์จ เหมือนการดูแลรักษามอเตอร์ไซค์ ต่ำมาก เนื่องจากไม่มีระบบของเหลวที่ใช้ในการหล่อลื่น การดูแลหลักๆ จึงมีเพียงลูกปืนและแบตเตอรี่ ค่าพลังงาน ถ้าใช้เครื่องยนต์ราคาแพงกว่าประมาณ 2.5 – 3 เท่า หรือถ้าชาร์จเรือไฟฟ้า 1 บาท จะต้องจ่ายค่าน้ำมันประมาณ 2.5 – 3.0 บาท Q&A ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า Q แบตเตอรี่ราคาสูง A แม้แบตเตอรี่ของใหม่จะยังมีราคาสูง แต่ปัจจุบันมีอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นที่นิยามคือ แบตเตอรี่มือสองที่อยู่สภาพดีในราคาที่ถูกลง ทั้งนี้เราตรวจสอบคุณภาพแบตเตอรี่ได้ โดยใช้เครื่องมือวัดค่า SOH (State of Health) เพื่อดูความจุที่เหลืออยู่ของแบตเตอรี่ได้ ทำให้การซื้อแบตเตอรี่มือสองมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้จริง จากนั้นนำเซลล์แบตเตอรี่มาจัดใหม่ให้ตรงตามที่เราต้องการใช้งาน Q ค่าซ่อมแพงหรือเปล่า A ในฐานะที่น้าโบ๋ใช้งานมาในระดับหนึ่งพบว่า เรือไฟฟ้าซ่อมง่ายกว่าเรือเครื่องยนต์ ถ้าเสียก็เปลี่ยนหรือซ่อมเฉพาะจุด เพราะแบตเตอรี่ 1 ลูก มี 2 ส่วนหลักคือ ตัววงจรควบคุมแบตเตอรี่ ที่เรียกว่า BMS (Battery Management System) กับก้อนเซลล์ Q จำเป็นต้องระบบโซลาร์เซลล์บนเรือเลยหรือไม่ A ภาพจำของคนส่วนใหญ่คิดว่า ต้องติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือเท่านั้นจึงจะเป็นเรือที่วิ่งด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ แต่ที่จริงแล้วเราก็ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เหมือนกัน แต่ติดตั้งที่หลังคาบ้าน แล้วชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า (เพิ่มความจุแบตเตอรี่) อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ติดตั้งบนหลังคาเรือหางยาวเพราะไม่คุ้มค่า ติดตั้งได้ไม่เกิน 2 – 3 แผง ทั้งยังเพิ่มน้ำหนักทำให้เรือขาดความคล่องตัว เมื่อเรือขับเข้าคลองเล็กอาจเสี่ยงเสียหายจากการชนท้องสะพานทำให้กระจกบนแผงโซล่าเซลล์แตก Q อันตรายจากไฟฟ้าดูดหรือไม่ A เรือไฟฟ้าของน้าโบ๋ได้รับการทดสอบจากศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แล้วว่า มีความปลอดภัย และมีแผนที่จะพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานระดับสากล (เป็นแผนในอนาคตร่วมกัน)นอกจากนี้ระบบที่ใช้เป็นค่าเริ่มต้องของ Hi-volt มีประมาณไม่เกิน 100 โวลต์ (รถไฟฟ้าซึ่งอยู่ที่ 400 – 500 โวลต์) หมายความว่าถ้าโดนดูดจะไม่ดูดแบบเหมือนไฟบ้าน รู้สึกจี๊ดๆ เท่านั้น ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ยังออกแบบแบตเตอรี่ให้ใช้ปลั๊กแบบเสียบเข้าและถอดออกได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น Q กังวลเรื่องฝนตกหนักเพราะเป็นระบบไฟฟ้า A จากประสบการณ์ที่เคยผ่านการใช้งานกลางฝนหนักมาแล้ว พบว่าไม่มีปัญหา แต่สำรองถุงพลาสติกหรือผ้าใบไว้คลุมก็ได้เพื่อความสบายใจ นอกจากนี้ อุปกรณ์สำคัญอย่างกล่องคอนโทรลมีมาตรฐานการป้องฝุ่นและน้ำ (International Protection Standard) ที่ IP67 อีกด้วย ถ้าจะเปลี่ยนมาให้เรือไฟฟ้า แล้วจะคุ้มค่าหรือเปล่า “การลงทุนครั้งแรกอาจจะสูงหน่อย แต่ถ้าเฉลี่ยแล้วระยะยาวถือว่าคืนทุนได้เร็วกว่า หลังจากนั้นรายทางอาจจะไม่ต้องจ่ายเลย” เนื่องจากน้าโบ๋เป็นผู้ใช้งานจริงและเป็นผู้พัฒนาเรือไฟฟ้าจึงมีประสบการณ์มาแล้วทุกรูปแบบ จึงได้วิเคราะห์และคำนวณตัวเลข พบว่าคุ้มค่าจริง โดยเน้นย้ำว่า ถ้าเทียบสัดส่วนกันเป็นบาทต่อบาท ระบบไฟฟ้าถูกกว่าเครื่องยนต์ คือค่าพลังงานเครื่องยนต์แพงกว่าไฟฟ้า 2.5 – 3 เท่า ถ้าเราจ่ายค่าไฟฟ้า 1 บาท เราต้องใช้จ่ายค่าน้ำมัน 2.5 – 3.0 บาท นอกจากนี้ น้าโบ๋ลองเก็บตัวเลขคร่าวๆ ไว้แล้วว่า เรือชาวบ้านใช้งานเสียค่าน้ำมัน 2,000 – 3,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเป็นเรือไฟฟ้าจะจ่ายค่าไฟฟ้าเพียง 500 – 600 บาทต่อเดือน สูงสุด 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น แค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟบ้านเข้าแบตเตอรี่ได้เลย ถ้าติดโซลาร์เซลล์หรือพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ก็จะถูกลงไปอีก ยิ่งได้พานักท่องเที่ยวล่องเรือไฟฟ้า ยิ่งรู้ว่านักท่องเที่ยวได้ชื่นชมธรรมชาติแบบ 100% ในรูปแบบคาร์บอนต่ำ เรือไฟฟ้าบางมดเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ริมคลองบางมด เขตทุ่งครุและเขตบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร โดยนำเรือหางยาวเครื่องยนต์มาดัดแปลงเป็นระบบไฟฟ้าเพื่อให้บริการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลอง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของโลก ความเงียบของเรือช่วยให้นักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ และได้ยินไกด์หรือนักเล่าเรื่องท้องถิ่นบรรยายได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง นอกจากนี้ยังเป็นความรื่นรมย์ ที่ได้ฟังเสียงจากธรรมชาติรอบข้าง ที่สำคัญคือนกไม่บินหนี สามารถดูนกบนเรือได้สบาย และยังเป็นการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ดีต่อเรา ดีต่อโลก จากผู้ใช้เรือในชีวิตประจำวันสู่วิทยากรเรือไฟฟ้า ถึงวันนี้น้าโบ๋ได้เปลี่ยนจากผู้ใช้เรือในชีวิตประจำวันมาเป็นวิทยากรเรือไฟฟ้า เตรียมเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าให้ผู้ที่สนใจมาเรียนรู้และฝึกอบรมไม่ว่าจะมีเรือและไม่มีเรือก็ได้ เพราะเป็นการเรียนรู้เรื่องระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพื่อนำไปต่อยอดใช้งานด้านอื่นได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมมีหลากหลายทั้งนักศึกษา ชาวบ้าน เจ้าของเรือ ผู้ประกอบการ องค์กรจากภาครัฐและเอกชน และเร็วๆ นี้ จะมีความร่วมมือกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับเรือไฟฟ้าร่วมกัน ภาพอนาคตของน้าโบ๋นั้นมีความฝันร่วมกับประธานวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ คุณวิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ที่จะสร้าง “ศูนย์อบรมเรือไฟฟ้าแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร” เป็นต้นแบบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียวของคลองบางมดให้คงสภาพความสมบูรณ์ พัฒนาคลองบางมดให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน ปลูกจิตสํานึกและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน เพื่อประโยชน์ของชาวคลองบางมดและลูกหลานในอนาคต น้าโบ๋ทิ้งท้ายไว้ว่า “ย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลุ่ม 3C Project ใช้ศิลปะภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการขยับและขับเคลื่อนชุมชนผ่านเทศกาลบางมดเฟส ตามคอนเซปต์ Cycling Canal Community ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ พื้นที่ริมคลองต่างๆ นำแนวคิดไปใช้และเกิดผลบวกตามมามากมาย และปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ภายใต้โครงการการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่คลองบางมดด้วยเรือไฟฟ้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยับและขับเคลื่อนชุมชนอีกครั้ง หวังว่าจะส่งต่อแรงกระเพื่อมนี้ไปสู่ย่านสร้างสรรค์ริมคลองอื่นๆ ที่อยากจะเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่” สำหรับผู้ที่สนใจเรือไฟฟ้า น้าโบ๋พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทั้งทางบกและทางเรือ! วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์ Bird-watching, พายคายัคสำรวจพืชนอกสายตา, เสวนาสิ่งแวดล้อม, เรียนรู้นวัฒกรรมเรือไฟฟ้า กลุ่มคนริมคลองบางมด–ทุ่งครุ–บางขุนเทียน ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดูนก พายคายัค และเรียนรู้เกี่ยวกับพืชนอกสายตา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน และพัฒนานวัตกรรมเรือหางยาวไฟฟ้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่มั่งคั่งและยั่งยืน บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ พายคายัค–ล่องเรือไฟฟ้า, เที่ยวสวนมะพร้าว, Art Workshop (ภาพพิมพ์, เพนต์หิน, เดโคพาจ) บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ ริมคลองบางมด ก่อตั้งโดยพี่โบ๋-สนธยา เสมทัพพระ และพี่แหม่ม-ร่มพร เสมทัพพระ ในฐานะ “บ้านนอกใกล้กรุง” ที่ผสมผสานศิลปะกับการท่องเที่ยวทางน้ำ ในบ้านหลังเก่าและสวนมะพร้าวขนาดใหญ่ ผู้เข้าชมสามารถพายคายัค ล่องเรือหางยาวไฟฟ้า ชื่นชมความร่มรื่นของคลองบางมด ร่วมเวิร์คช็อปศิลปะหลากหลาย เช่น ทำเดโคพาจ เพนต์ก้อนหิน งานภาพพิมพ์ โดยมีเป้าหมายสร้างพื้นที่ชุมชนสร้างสรรค์และเปิดพื้นที่ศิลปะริมคลองของกรุงเทพฯ เจ้าของเรื่อง สนธยา เสมทัพพระ (น้าโบ๋) ผู้เขียน นันทนา พวงนาค, อรอุมา สาดีน บรรณาธิการ นันทนา พวงนาค, วิไลวรรณ ประทุมวงศ์ ภาพ สนธยา เสมทัพพระ, 3C Project
Cultural Exchange x SAFETist Farm
Cultural Exchange x SAFETist farm Take foreigners on a farm trip to experience the Thai tradition in an eco-friendly and sustainable way. SAFETist Farm is an eco-friendly learning centre located on the Bang Mot Canal, Bangkok. In addition to being an ecological and agricultural learning centre for locals and like-minded networks throughout Thailand, the farm also welcomes travellers, exchange students, and international networks from countries such as Japan, France, Singapore, and many more. Offering the experience of studying nature intimately, experiencing Thai culture, understanding the canal lifestyle, while participating in eco-friendly and sustainable activities. Experience the True Thai Starting with a farm tour, visitors listen to the philosophy and core values while exploring the farm. Whether they come from the east or west, they are similarly excited by the taste of Thai herbs such as the Thai basil and the Holy basil, the main ingredient in Stir-Fried Basil, a Thai dish particularly favoured by Japanese people. Indian borage, which earned the title “Thai oregano” thanks to its unique scent. African rosemallow, also known as Cranberry hibiscus, an edible leafy plant with just the perfect tint of sour. Bilimbi, a true testament of acting skills, if you’re able to hide your facial expression from its extremely sour taste. Mulberries, sweet and slightly tart, are picked straight from the branch. The true fun comes from tasting all the vegetables, especially the Thai pepper, which you will definitely remember all the way back home. Every plant can be picked and tasted right away, as SafeTist Farm grows everything organically. Foreign visitors can freely explore the true taste of nature, 100% chemical-free. The tasting experience doesn’t end there. Food is one of the most powerful ways to connect cultures. It breaks down language barriers and brings everyone together through a shared language: deliciousness. One of Thailand’s world-famous fruits is the coconut, and here in Bang Mot, coconuts thrive with a naturally sweet and slightly fizzy taste, thanks to the brackish water. It’s a local treasure that also helps reduce food miles. SAFETist Farm celebrates this by serving coconut-based desserts like kanom krok, young coconut waffles, and young coconut bua loy. Since the farm works closely with the Bang Mot community, visitors get to meet the local dessert recipe owner and coconut orchardist—Pa Da (Suda Kaewsantichai). Not only do they hear stories about coconuts and taste fresh coconut water straight from the tree, but they also learn to make traditional Thai desserts with her guidance—turning a tasting session into a hands-on experience. From pouring batter to adding ingredients, guests make their own coconut waffles and kanom krok, using fresh coconut water and flesh in just the right proportions for each recipe. The treats are then topped with edible flowers and petals like coral vine, cranberry hibiscus, and more—guests can even experiment with their own floral choices. For bua loy (glutinous rice balls in coconut milk), visitors get to grate the coconut, roll the dough, boil the balls, and learn how to tell when they’re perfectly cooked—when they float to the surface. And of course, no visit is complete without a taste of Thailand’s iconic Thai tea. A global favorite, guests are invited to “make their own version,” learning an easy method that can be tailored to personal taste—strong or mildly sweet. This DIY element adds immense value to the experience, especially for international students. It’s fun, flavorful, and photogenic—everyone leaves with a proud smile and a photo of their own creation. Many say they’ll bring Thai tea back home—and some even plan to sell it at their universities! It’s not just about food here—SAFETist Farm also offers immersive nature-based activities that connect visitors with Thai ways of life and local wisdom passed down through generations. Try life as a local fisherman and experience the Bang Mod canal lifestyle through traditional fishing methods like yok yo —net-lifting. Whether using small nets in ponds or large ones by the canal, the activity requires patience, reading the water’s flow, and perfect timing. It’s also a test of arm strength—how fast and strong you lift determines your success! Classic fishing with bamboo rods is another favorite among international students. It’s a calming, focus-building activity, and many catch several fish on their first try. For some, it’s their first time ever holding a worm. Along the way, they also learn about the biodiversity of the local waterways—some fish are released, some are cooked, and some, like the invasive black-spotted climbing perch, must be removed to protect the ecosystem in Bang Mot, Bang Khun Thian, and nearby water sources. There’s also a unique DIY activity using a local plant called ngon kai talay (Tulip Mangrove). Most visitors encounter its fruit for the first time—shaped like a rooster’s comb, it grows only in coastal mangrove areas, which is how it got both its Thai name and one of its English names, “Tulip Mangrove,” referencing its tulip-like form and habitat. In the workshop, participants turn the fruit into one-of-a-kind keychains by stringing it together with beads—each creation a personal, handmade souvenir found nowhere else in the world. One of the most Thai-style activities reflects something many locals carry in their pockets across generations: herbal inhalers. The experience begins with each participant smelling various herbs—like clove, black pepper, cinnamon, and kaffir lime peel—and deciding which scents they like best. They then mix their chosen herbs with cooling agents like menthol to create a personalised blend. While taking turns selecting herbs, some begin decorating their inhaler jars—painting fish, butterflies, farm veggies, or simply adding their own creative patterns inspired by their time at the farm. Finally, the blended herbs are packed into the jar, ready to be inhaled for a refreshing lift—an authentic “Welcome to Thailand” moment in every sniff. The final activity stays true to the farm’s nature-inspired spirit. Creating postcards with natural dyes. Guests let their creativity flow as they craft personal stories and memories using flowers, petals and leaves, gently hammering them onto postcard paper to release
Canalside Community : Way of Life and Sustainable Development Goals (SDGs)
Canalside Community: Way of Life and Sustainable Development Goals (SDGs) “Oh, looks like some trash got caught in the propeller again.” “Please wait a moment, everyone. Stay still.” The boatman walked to the stern, grabbing a knife to skillfully cut away the plastic waste twisted around the propeller. Plastic pollution in the canal is a major hurdle for boatmen and passengers alike—turning a simple commute into an unwanted adventure along Bang Mot Canal. I thought of the news I recently heard about “Marine Debris”—islands of trash the size of small provinces floating in the ocean. I pictured sea turtles mistaking plastic for food, and the haunting image of a straw being pulled from a turtle’s nostril… Looking at the scene before me, I couldn’t help but think: “One day, the trash floating here in Bang Mot Canal will find its way to the sea.” Perhaps a filmmaker will create “Titanic 2,” where a massive ocean liner sinks not because of an iceberg, but because it struck a mountain of sea trash—a story of plastic destroying all romance. Canalside Life: A Survival Guide Against Plastic I estimate that there might actually be more plastic in the water than there are living creatures. In the past, canalside residents didn’t need to go out and shop for everything; they used what they grew and harvested fresh from their local gardens. Containers and packaging were made from nature—using Prue (sedges), round reeds, nipa palm leaves, coconut leaves, or vines. The Canalside community way of life might just be the key to restoring clear water for the fish, crabs, and aquatic plants. It could be the blueprint for a “Zero Waste” community that we need to reclaim. At the very least, it would ensure that “the water belongs to the fish, not to plastic waste.” Local Cuisine = Sustainable Development Goals (SDGs) The lifestyle of people living along the canal—consuming local vegetables and aquatic animals—directly addresses several Sustainable Development Goals. I visualized a simple local menu from our Brackish Water Area: Sour Curry with Shrimp and Seablite (Chakram) Fiddlehead Fern Salad with River Shrimp Snake Fruit Chili Paste (Nam Prik Rakum) Grilled Nipa Palm Cake (Kanom Jark) These simple dishes answer: Goal 2: Zero Hunger Goal 3: Good Health and Well-being Goal 6: Clean Water and Sanitation Goal 11: Sustainable Cities and Communities Goal 9: Resilient Infrastructure and Green Innovation All of this helps “reclaim clear water” and ensures the Bang Mot Canal community remains a resource that supports sustainable development for generations to come. Finally… the propeller was freed from the plastic. “We’re ready to move on” the boatman said. His voice brought a sense of relief to the quiet passengers. Just then, the boat passed under a sign on a bridge: “Have a Safe Journey.” But in the dreams of those who live by the water, that sign should be: “May this canal journey bring you happiness.”